posttoday
เอสเอ็มอียุคดิจิทัล

เอสเอ็มอียุคดิจิทัล

24 กุมภาพันธ์ 2559

ความพยายามของรัฐในการจัดเก็บข้อมูลของธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์วางแผนและพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ความพยายามของรัฐในการจัดเก็บข้อมูลของธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์วางแผนและพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน เริ่มจะประสบผลเป็นรูปธรรมเสียที หลังจากที่เพียรแนะนำให้
เอสเอ็มอีจัดทำบัญชีเล่มเดียวมานาน

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ดิฉันทำข่าวอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในยุคนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีเยอะมากๆ แต่ไม่สามารถรู้ได้ทั้งหมดว่ามีที่ไหนบ้าง ผลิตสินค้าอะไร จ้างแรงงานเท่าไหร่ เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้บางครั้งทำโรงงานห้องแถว ใช้บ้านเป็นโรงงาน และไม่นิยมที่จะจดทะเบียนตั้งบริษัท ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว

เอสเอ็มอียุคก่อนไม่อยู่ในระบบภาษี จะขยายกิจการก็จะใช้เงินทุนที่มี หากจะกู้ยืมเงินส่วนใหญ่จะกู้ในนามส่วนตัว นำบ้านหรือที่ดินไปค้ำประกัน ไม่ค่อยกู้ในระบบ บางครั้งเถ้าแก่ทั้งหลายจะตั้งวงแชร์ขึ้นระดมเงินทุนกัน ฉะนั้นบัญชีที่ทำจะเป็นบัญชีรับจ่ายเขียนข้อมูลสำคัญไว้กันลืม จะอ่านรู้เองเฉพาะเจ้าของกิจการเท่านั้น

เมื่อไม่มีข้อมูลที่ชัดแจ้ง รัฐก็ไม่อาจเก็บภาษีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถจะวางแผนงานส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีได้ถูกทิศทาง สินค้าที่ผลิตอาจไม่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ฉะนั้นเอสเอ็มอีไทยจะไม่มีภูมิต้านทาน เวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว ปิดกิจการไปมาก เรียกว่าเกิดมากก็เจ๊งมากนั่นแหละ

ถึงเอสเอ็มอีจะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ก็มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก มูลค่าเศรษฐกิจเอสเอ็มอีปี 2558 อยู่ที่ 5.56 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 41.1% จากจีดีพีโดยรวม ถือว่ากลับมาสูงกว่า 40% เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับจากปี 2522

เมื่อเอสเอ็มอีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็พยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่จะให้เอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในระบบ และทำระบบบัญชีให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น กรณีที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือก็จะได้รับความช่วยเหลือถ้ามีข้อมูลชัดเจน แต่ความพยายามนี้ก็ใช้เวลานาน ไม่ประสบความสำเร็จเสียที เพราะเอสเอ็มอีที่ไม่ได้อยู่ในระบบกลัวว่า หากเข้าไปอยู่ในระบบจะโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

ความกลัวของผู้ประกอบการเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการจัดทำฐานข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเริ่มจัดเก็บข้อมูลเองโดยขอให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลลูกค้าเอสเอ็มอีมาให้ แต่ฐานข้อมูลนี้ก็ยังมีไม่มากพอ เพราะเอสเอ็มอีที่ไม่ได้กู้เงินแบงก์ก็มีอีกมากโข

ช่วงที่คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ดิฉันเคยมีโอกาสได้คุยกับท่าน รมว.คลัง เซลส์ไอเดียกับดิฉันว่า การแก้ไขเอสเอ็มอีทำ 2 บัญชีนั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องลิงค์ข้อมูลหากเอสเอ็มอียื่นขอกู้เงินก็ให้ตรวจสอบบัญชีกลับมาที่กรมสรรพากรว่า บัญชีที่ยื่นขอกู้เงินเป็นบัญชีเดียวกับที่แจ้งเสียภาษีหรือไม่ หากไม่ใช่และธนาคารปล่อยกู้ให้ธนาคารจะมีความผิด นอกจากนี้ก็จะมีการเปิดให้จดแจ้งเสียภาษีโดยจะไม่สอบภาษีย้อนหลัง

อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะคุณอภิศักดิ์เป็นนายแบงก์มาก่อน รู้จักลูกค้าดีว่าเวลายื่นรายได้เสียภาษีจะพยายามทำให้บัญชีมีกำไรน้อยเพื่อเสียภาษีให้น้อยที่สุด หรือบางแห่งเปิดกิจการมาบัญชีขาดทุนตลอดไม่เคยได้กำไร แต่เมื่อยื่นบัญชีขอกู้เงินจากแบงก์ ต้องพยายามทำบัญชีให้สวยที่สุด มีรายได้เข้ามาก มีกำไรเพียงพอจะชำระหนี้ได้

เมื่อเห็นว่าตรงนี้เป็นจุดที่จะเก็บข้อมูลภาคบังคับได้ก็ดำเนินการ แต่ดิฉันก็นึกไม่ออกว่าจะไปลงโทษแบงก์กันยังไง เพราะความผิดนี้เป็นเรื่องความเสี่ยงของธนาคารที่จะต้องรับไว้เอง หากปล่อยกู้ซี้ซั้ว ไม่ตรวจเช็กสถานะลูกค้าให้รอบคอบ

จนถึงวันนี้กรมสรรพากรได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ปี 2559 ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมด รวมถึงในปี 2560 จะเสียภาษีนิติบุคคลเพียง 10% และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป ให้สถาบันการเงินในกำกับดูแลของคลังและของแบงก์ชาติใช้บัญชีที่ลูกค้ายื่นเสียภาษีต่อกรมสรรพากรเป็นหลักฐานในการขอทำธุรกรรมทางการเงิน

สิ่งที่ดิฉันไม่พบในประกาศของกรมสรรพากรคือ การกำหนดบทลงโทษสถาบันการเงินทั้งแบงก์รัฐ และธนาคารพาณิชย์ หากไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็สร้างภาระให้กับธนาคารพาณิชย์ เพราะจะต้องมีการเชื่อมระบบข้อมูลบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะต้องมีการลงทุน ต้นทุนเป็นของใคร และการเรียกดูข้อมูลก็มีค่าใช้จ่าย และใครจะเป็นผู้จ่าย

ดิฉันว่าระบบนี้คล้ายคลึงกับระบบเครดิตบูโร ก่อนที่ธนาคารจะปล่อยกู้ก็จะเช็กประวัติลูกค้าก่อนว่ามีการไปเบี้ยวหนี้ที่ไหนไว้หรือไม่ แต่กรณีนี้ธนาคารไหนใช้ก็ต้องจ่ายเงินเอง เป็นหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง แต่ระบบการตรวจสอบนี้ไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นคนจัดการ

แม้ความไม่ชัดเจนเรื่องลิงค์ข้อมูล กรมสรรพากรก็เปิดให้ผู้ประกอบการยื่นลงทะเบียนทำบัญชีเดียวที่มีผู้ที่อยู่ในข่ายมีสิทธิลงทะเบียน 4.1 แสนราย ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.จนถึงขณะนี้ มีผู้มาจดทะเบียนแล้ว 1 แสนราย ซึ่งกรมสรรพากรคาดว่าเมื่อถึงวันสิ้นสุดที่เปิดโอกาสให้ลงทะเบียน 15 มี.ค.นี้ จะมีผู้ประกอบการมาลงทะเบียนประมาณ 3 แสนราย หากมาลงทะเบียนไม่ทัน หรือ ไม่มาจดแจ้งตามกำหนดก็จะเสียโอกาสไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการยกเว้นและลดอัตราภาษี

ดิฉันขอเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่ไปยื่นจดทะเบียนให้ไปดำเนินการเถอะค่ะ เพราะท่านจะได้มากกว่าเสียแน่นอน สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันกับเมื่อตอนที่ดิฉันเป็นนักข่าวใหม่เปลี่ยนไปมาก ขณะนี้เข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว รัฐบาลกำลังพัฒนาระบบอี-เพย์เมนต์มาใช้ หากท่านยังเป็นระบบอะนาล็อกไม่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ในที่สุดแล้วก็จะสู้เขาไม่ไหว ต้องปิดกิจการไปอย่างน่าเสียดาย

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ