
กกพ.บ้อท่าหั่นค่าเอฟที
เรกูเลเตอร์ลดค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.ไม่ได้ ชี้ต้นทุนส่อขยับขึ้น 1-3 สตางค์/หน่วย
เรกูเลเตอร์ลดค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.ไม่ได้ ชี้ต้นทุนส่อขยับขึ้น 1-3 สตางค์/หน่วย
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าอัตโนมัติรอบเดือน พ.ค.-ส.ค.มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น 1-3 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย จากปัจจัยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าและต้นทุนไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนเข้าระบบมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) แต่เรกูเลเตอร์จะดูแลไม่ให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นจนส่งผลกระทบต่อประชาชน
ทั้งนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลงและสะท้อนไปยังราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงมาได้ 6 บาท/ล้านบีทียู แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก ในขณะที่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ค่าเอฟทีปรับขึ้นได้มากกว่า
“ค่าเอฟทีรอบหน้ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แม้ราคาก๊าซฯ จะลดลงมาบ้างก็ตาม ซึ่งเราจะพยายามดูไม่ให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น” นายวีระพล กล่าว
นายวีระพล กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร (โซลาร์ฟาร์มราชการ) 600 เมกะวัตต์ ว่า ขณะนี้ต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 7 มี.ค. เพื่อพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายผังเมืองและ พ.ร.บ.ร่วมทุน จากนั้นจึงจะเดินหน้าโครงการต่อได้
“หาก กพช.อนุมัติกรอบการดำเนินงานของโซลาร์ฟาร์มราชการได้ จะเดินหน้ากระบวนการจับสลากเลือกผู้ผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงปลายเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ และจะต้องเลื่อนวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ออกไปจากเดิมภายใน ก.ย. 2559 เป็น ธ.ค. 2559” นายวีระพล กล่าว
น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) กล่าวว่า หาก กพช.อนุมัติกฎเกณฑ์เกี่ยวกับโซลาร์ฟาร์มราชการฯ จะเดินหน้าจับสลากคัดเลือกผู้ที่จะได้รับสิทธิขายไฟได้ภายในเดือน มี.ค.นี้ โดยก่อนหน้านี้มีผู้ยื่นคำขอเสนอขายไฟฟ้าในโครงการที่ผ่านคุณสมบัติและรอจับสลากอยู่ 219 ราย ปริมาณการเสนอขายไฟฟ้า 1,028 เมกะวัตต์







