posttoday
เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน

เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน

23 กุมภาพันธ์ 2559

วันนี้มีเรื่องที่จะคุยกับท่านผู้อ่าน เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาท มีคนชอบถามผมว่า อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ผมไม่ปฏิเสธครับว่าเคยทำงานในสถาบันการเงินมาก่อน แต่ความจริงคือได้ออกจากยุทธจักรนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้สัมผัสเรื่องการซื้อขายเงินมานาน พอถูกใครถามก็ชักสงสัยว่า การทำงานธนาคารนานๆ นี่น่าจะทำให้เกิดเครื่องหมายการค้าที่หน้าหรือที่ใดที่หนึ่งบนร่างกายที่ทำให้คนคิดว่าเป็นคนอาชีพนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพนี้มานาน และความจริงอีกเหมือนกัน คือ ถึงยังทำงานอยู่ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้คำตอบได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าสามารถล่วงรู้ค่าของเงินได้แม่นยำขนาดนั้น คงไม่เสียเวลามานั่งทำงานอยู่ แค่ออกไปซื้อขายเงินดีกว่า รวยไม่แพ้คุณเจริญ หรือคุณธนินท์

วันนี้มีเรื่องที่จะคุยกับท่านผู้อ่าน เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาท มีคนชอบถามผมว่า อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ผมไม่ปฏิเสธครับว่าเคยทำงานในสถาบันการเงินมาก่อน แต่ความจริงคือได้ออกจากยุทธจักรนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้สัมผัสเรื่องการซื้อขายเงินมานาน พอถูกใครถามก็ชักสงสัยว่า การทำงานธนาคารนานๆ นี่น่าจะทำให้เกิดเครื่องหมายการค้าที่หน้าหรือที่ใดที่หนึ่งบนร่างกายที่ทำให้คนคิดว่าเป็นคนอาชีพนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพนี้มานาน และความจริงอีกเหมือนกัน คือ ถึงยังทำงานอยู่ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้คำตอบได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าสามารถล่วงรู้ค่าของเงินได้แม่นยำขนาดนั้น คงไม่เสียเวลามานั่งทำงานอยู่ แค่ออกไปซื้อขายเงินดีกว่า รวยไม่แพ้คุณเจริญ หรือคุณธนินท์

อย่างไรก็ตาม ความยากของการทำนายอัตราแลกเปลี่ยนค่าของเงินบาทขณะนี้น่าจะอยู่บนความจริงที่ว่าเงินบาทจะแข็งขึ้นหรืออ่อนลงนั้นไม่ได้อยู่ที่นโยบายหรือการเข้ามาแทรกแซงค่าของเงินบาทโดยธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านกลไกทางการเงิน โดยเข้ามาซื้อขายเงินเหรียญสหรัฐโดยตรง หรือโดยการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินบาทขึ้นลงเท่านั้น แต่อยู่ที่มาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทยหรือธนาคารแห่งประเทศไทยมากกว่า

สังเกตดูได้ครับว่า เวลามีข่าว แค่เป็นข่าวนะครับว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกแค่ 0.25% โดยผู้ว่าการออกมาพูดให้ตีความว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะอัตราการว่างงานของอเมริกันลดลง เงินบาทอ่อนค่าพร้อมๆ กับเงินสกุลอื่นๆ เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จากเหรียญละ 35 บาท เป็น 36 บาท ทำให้ใครต่อใครคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปอีกถึง 37-38 บาท แต่เผลอแป๊บเดียวเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น กลับมาเหลือ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ อย่างพลิกความคาดหมาย เพราะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐออกมาพูดให้คิดว่า อาจจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเหรียญสหรัฐ เพราะดูๆ แล้วเศรษฐกิจของโลกยังไม่แข็งแรง และเศรษฐกิจอเมริกาเองยังไม่ปรับตัวแข็งขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งๆ ที่เมื่อปรับอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ใครๆ คาดว่าอาจจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอีกถึง 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2016 คือปีนี้ แต่พอตลาดหุ้นทั่วโลก และราคาน้ำมันตกอย่างรุนแรง ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนลดค่าเงิน เพราะมีปัญหาเศรษฐกิจ และธนาคารกลางของทุกประเทศทั่วโลก ทั้งยุโรป จีน ญี่ปุ่น แสดงทีท่าว่าจะใช้นโนบายการเงินผ่อนปรนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระแสการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐก็เริ่มเปลี่ยนไปจนคาดว่าในเดือน มี.ค.นี้คงไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงกะทันหัน เงินบาทแข็งค่าขึ้นกลับมาที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ

ที่พูดมานี้ ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า เงินบาทนั้นไม่ได้แข็งค่าขึ้นเพราะเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น หรือเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น หรือเพราะการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะแข็งค่าขึ้นเพราะเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมากกว่า

เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ คำถามที่ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีกนานไหม หรือจะอ่อนค่าลงอีก จึงไม่น่าจะตรงกับความเป็นจริง ความจริงน่าจะถามว่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงอีกนานเท่าไร หรือจะแข็งค่าขึ้น
ถ้าเผอิญเดือน มี.ค.นี้ เยลเลนเกิดใบ้หวยว่าอาจจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก เพราะสาเหตุอะไรบางอย่างก็เป็นไปได้ และก็ไม่มีใครทายใจเธอได้ เพราะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐนั้นดูเหมือนจะมีวิธีพูดให้คนตีความเอาเองได้เหมือนกันทุกคน และเผอิญเป็นคนที่มีอำนาจในเกมการเงินของโลกอย่างแท้จริงในปัจจุบันมากกว่าใครในโลก

เพราะฉะนั้นใครที่อยากทราบว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อไปหรือจะอ่อนค่าลง คงต้องไปติดตามข่าวคราวเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีตัวเลขดัชนีชี้วัดต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งศึกษาวิธีคิดหรือพฤติกรรมของเยลเลนให้ดี จึงจะพอทายได้ว่าเธอจะผลักดันอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐไปทางไหน เพราะถ้าปรับขึ้น เงินบาทจะอ่อนค่าลง ยังไม่ปรับ เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้าง ถ้าเกิดลดลง เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นจนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะจะทำให้การส่งออกของไทยที่อ่อนแออยู่แล้วหดตัวลงไปอีก

ส่วนตัวที่พอบ่งชี้ได้บ้างว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อไปหรือไม่ คงต้องไปศึกษาอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลต่างๆ ของเพื่อนบ้านที่ส่งสินค้าออกไปขายแข่งกับไทย เพราะปัจจุบันเงินบาทนั้นอ่อนค่าลงน้อยกว่าเงินสกุลอื่นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทยคงไม่สามารถปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นจนกระทบกับการส่งออก เมื่อแข็งค่าขึ้นถึงจุดหนึ่ง เช่น สมมติว่า 38 บาท/เหรียญสหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงพยุงค่าเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นมาตรการที่ถึงไม่อยากจะนำมาใช้ก็ต้องใช้ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเท่าไรที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้ามาแทรกแซง ไม่มีใครรู้ครับ

ในภาวการณ์เช่นนี้ ทางที่ดีอย่าไปเสี่ยงลองของน่าจะดีที่สุด ปิดความเสี่ยงได้ก็น่าจะทำ ถึงบางทีปิดไปแล้วเกิดขาดทุนกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นมา คงต้องทำใจว่า เราทำมาค้าขาย ไม่ใช่ทำมาค้าเงินเหมือนพวกนายแบงก์หรือกองทุนทั้งหลาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท