
รัฐรีดภาษี ปั๊มเงินดันเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเก็บภาษีของรัฐบาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมาก ส่งผลให้การเก็บรายได้โดยรวมของประเทศมีปัญหา กระทบไปถึงการตั้งงบประมาณรายจ่ายของประเทศมีข้อจำกัด ต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมานานกว่า 10 ปี ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศทะลุผ่าน 6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 43% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของประเทศได้เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว คือจาก 3 ล้านล้านบาท ในปี 2547 อยู่ที่ 6 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และในระยะเพียง 5 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 ล้านล้านบาท
ปัญหาสำคัญของการจัดเก็บภาษี คือ การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าอย่างมาก โดยในปีงบประมาณ 2557 จัดเก็บต่ำกว่าเป้า 1.6 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้ามากกว่า 2 แสนล้านบาท จากเศรษฐกิจชะลอตัว และราคาน้ำมันถูกลงมากทำให้กระทบต่อการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า
นอกจากนี้ การเก็บภาษีของกรมศุลกากรก็อยู่ในอัตราต่ำลงทุกวัน ขณะที่รัฐบาลพยายามที่จะไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บอยู่ปัจจุบัน 7% เป็น 10% ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง หรือธนาคารโลก เนื่องจากกลัวกระทบต่อการครองชีพของประชาชนในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองมากขึ้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องหันไปหาทางรีดภาษีทางอื่น เพื่อเพิ่มเติมรายได้ให้กับประเทศให้เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมาเป็นเวลากว่า 10 ปี คิดเพียงวงเงินการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งภายใน 5 ปี ก็ต้องใช้เงินถึง 1.7 ล้านล้านบาท ยังไม่นับการลงทุนด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสังคมด้านอื่นๆ ซึ่งต้องใช้เงินไม่น้อยกว่าการลงทุนด้านคมนาคม
ส่งผลให้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้รับการบ้านข้อใหญ่จาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง สั่งการบ้านชุดใหญ่ให้มีการปฏิรูปภาษีของประเทศเป็นการด่วน เป้าหมายสำคัญหนีไม่พ้นคือการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
สมชัยเลือกเดินทางไปให้นโยบายเพิ่มการเก็บภาษีที่กรมสรรพสามิตเป็นที่แรก โดยสั่งการให้กรมทำแผนการเก็บรายได้ของประเทศภายใน 5 ปีข้างหน้าให้ได้ 8 แสนล้านบาท จากปัจจุบันเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ให้เสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อให้ฝ่ายนโยบายเห็นชอบเดินหน้าตามแผน
การเลือกกรมสรรพสามิตให้เป็นหัวเรือใหญ่ในการเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมีความยืดหยุ่นสูง เพราะเป็นการเก็บภาษีบาป ภาษีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเก็บภาษีสินค้าที่กระทบกับสุขภาพ ส่งผลให้การเพิ่มอัตราภาษีของกรมสรรพสามิตไม่ถูกคัดค้านจากสังคมและประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการเพิ่มภาษีสุราปีที่ผ่านมา และการเพิ่มภาษีบุหรี่ล่าสุดเมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้กรมเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยไม่ได้รับการต่อต้านจากสังคม ในทางตรงข้ามยังได้รับการสนับสนุนให้เพิ่มภาษีขึ้นด้วย
นอกจากนี้ การเก็บภาษีสรรพสามิตยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการเก็บรายได้ให้กับประเทศ ชดเชยการเก็บภาษีของกรมศุลกากรที่ลดลงตามข้อตกลงการค้าและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
ขณะเดียวกัน ยังมีสินค้าอีกหลายประเภทที่กรมสรรพสามิตสามารถเข้าไปจัดเก็บภาษีได้อีกมาก ภายใต้ความยืดหยุ่นของการเก็บภาษีที่มีมากและกว้าง โดยที่ผ่านมากรมสรรพสามิตมีการศึกษาเก็บภาษีจำนวนมากเพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังเห็นชอบ เช่น การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้าน้ำมันหล่อลื่นทุกประเภท การเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันถูกเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน การเก็บภาษีโทรคมนาคมที่ขณะนี้มองได้ว่าเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นและฟุ่มเฟือยไปพร้อมกัน รวมถึงการเก็บภาษีการพนัน จากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ล้วนแต่เป็นการเก็บภาษีที่จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยที่ไม่ได้รับการต่อต้านจากสังคมและประชาชนมากนัก
นอกจากการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตจะเป็นเป้าใหญ่แล้ว กระทรวงการคลังได้เร่งยกเครื่องการบูรณาการเชื่อมโยงการเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อที่จะตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทำเรื่องนี้มานานแต่ยังไม่เกิดผล โดยล่าสุดอภิศักดิ์สั่งปลัดกระทรวงการคลังให้ดำเนินการเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือน เพื่ออุดการรั่วไหลของเงินภาษี เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอีกมาก
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเร่งเดินหน้าการทำบัญชีเดียวของกรมสรรพากร ที่คาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่อยู่ในข่าย 4 แสนราย มาลงทะเบียนเข้าร่วมถึง 3 แสนราย โดยยอมตัดรายได้ด้วยการไม่สอบเอาผิดย้อนหลังการเสียภาษีที่ผ่านมา เพื่อให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต อีกทั้งการทำบัญชีเดียวก็จะไปเชื่อมโยงกับระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ที่จะเริ่มกันในกลางปีนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังคาดหวังว่าระบบทั้งหมดนี้จะทำให้การเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ต้องไปเพิ่มอัตราภาษีอื่นๆ โดยเฉพาะอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้กระทบกับการบริโภคที่ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ
การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการหารายได้เข้าประเทศ จะได้มีพอใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ ทำให้การทำงบประมาณกลับเข้ามาสมดุลได้เร็วที่สุด เพราะเศรษฐกิจไทยจะยั่งยืนได้ นอกจากจะต้องขยายตัวแล้ว ยังต้องมีเสถียรภาพควบคู่ไปด้วย และเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศก็เป็นเรื่องใหญ่ เป็นสิ่งที่สถาบันการเงินจัดอันดับชั้นนำของโลกติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะแม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดี แต่หากการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา สุดท้ายประเทศก็อยู่ไม่ได้
มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากช่วงที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจเติบโตได้จากโครงการรับจำนำข้าว แต่ส่งผลให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหาหนี้สินและความเสียหายจากการทำโครงการดังกล่าวกว่า 5 แสนล้านบาท กลายเป็นเศรษฐกิจโตแต่อมโรค ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอด







