posttoday
รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปประเทศ

รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปประเทศ

21 กุมภาพันธ์ 2559

เรื่องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปประเทศ ตอนที่แล้วได้เล่ามาถึงตอนที่

โดย...ส.สต

เรื่องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปประเทศ ตอนที่แล้วได้เล่ามาถึงตอนที่พระองค์ทรงตั้งที่ปรึกษา 15 ท่าน ล้วนแต่เป็นชาวต่างประเทศ  ในบรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายนั้น เจ้าพระยาอภัยราชามีบทบาทที่สำคัญยิ่ง ที่ถวายคำแนะนำและคำปรึกษาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ โดยการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินในด้านต่างๆ และการปฏิรูปกฎหมายไทย

ลำดับนี้ต่อจากตอนที่แล้ว ซึ่งมีข้อความดังนี้

การจัดตั้งคณะที่ปรึกษา

1.การจัดตั้งคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

จากพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าตามแบบตะวันตกนิยมนี้เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้มี “ประกาศว่าด้วยตั้งเคาน์ซิลแล พระราชบัญญัติ” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 ซึ่งมีพระราชดำริบางตอนดังนี้

“...ตั้งแต่เสด็จบรมราชาภิเศกเถลิงถวัลยราชสมบัติ ตั้งพระราชหฤไทยจะดำรงค์รักษาพระนครขอบขันธสีมา ทั้งพระบรมวงษานุวงษ ข้าราชการแลราษฎรให้ถาวรวัฒนายิ่งขึ้นไป จึงได้ทรงพระราชอุสาหเสด็จพระราชดำเนินทางทเล ฝ่าคลื่นฝืนลมไปประพาศเมืองต่างประเทศ เพราะจะได้ทรงทอดพระเนตรบ้านเมืองแลการธรรมเนียมต่างๆ สิ่งใดดีจะได้เป็นแบบอย่างแก่บ้านเมืองสยามต่อไป... ครั้งนี้ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าราชการผลประโยชน์บ้านเมืองสิ่งใดที่จะเกิดขึ้น แลการที่ยังรกร้างมาแต่เดิมมากนั้น ถ้าจะทรงจัดการแต่พระองค์เดียวก็จะไม่ใคร่สำเร็จไปได้ ถ้ามีผู้ที่ช่วยกันคิดหลายปัญญาแล้ว การซึ่งรกร้างมาแต่เดิม ก็จะได้ปลดเปลื้องไปได้ทีละน้อยๆ ความดีความเจริญก็คงจะบังเกิดแก่บ้านเมือง จึงได้ทรงจัดสันข้าทูลลอองธุลีพระบาทซึ่งมีสติปัญญา โปรดเกล้าตั้งไว้เป็นที่ปฤกษาแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...”

จากพระราชปรารภดังกล่าวข้างต้น พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “ที่ปฤกษาใหญ่” ขึ้น 12 นายเพื่อทำหน้าที่เป็น “เคาน์ซิล”

จากนั้น พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีประกาศการในที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งมีความบางตอนดังนี้

“ท่านทั้งปวงบันดาซึ่งได้ยินได้ทราบว่าตั้งเคาน์ซิลๆ ก็จะมีความสงไสยคาดคะเนหมายไปต่างๆ โดยการที่ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร การ “เคาน์ซิล” ซึ่งทรงตั้งขึ้นไว้นี้มีคุณ 2 ประการ ประการที่หนึ่งยอมให้มีอำนาจที่จะยุดหน่วงขัดขวางพระเจ้าแผ่นดินได้ คือ การใดๆ ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชดำริห์เปนการไม่ต้องด้วยยุติธรรม ราษฎรจะได้ความเดือดร้อน มีแต่จะเร่งเอาเงินแก่ราษฎรทั้งแผ่นดินเปนต้น จนถึงการใดๆ เลกๆ น้อยๆ จนถึงพระราชบัญญัติพิกัดอากรขนอนตลาดเป็นที่สุด ที่เปนฝ่ายข้างเคาน์ซิลจะขัดอำนาจพระเจ้าแผ่นดินก็เจ้าแผ่นดินคนเดียว แล้วก็มีเคาน์ซิลบีบคั้นอยู่ดังนี้ ถ้าจะมีอำนาจสักเท่าใด จะทำการที่ผิดๆ คดๆ โกงๆ ไป ก็ไม่มากนัก ก็ฝ่ายผู้อื่นคนซึ่งเป็นราชการก็ดี มิได้เป็นราชการก็ดี เคาน์ซิลก็ต้องมีอำนาจที่จะขัดขวาง ปฤกษาการบังคับการตามซึ่งเห็นชอบโดยยุติธรรม อย่าให้คดๆ โกงๆ ต่อเจ้าแผ่นดินได้เหมือนกัน คือ การใดๆ ซึ่งเป็นอยู่แล้วก็ดี ฤาการที่จะมีผู้คิดต่อไปภายน่า เคาน์ซิลก็ต้องมีอำนาจจะตรวจตราดูการข้อนั้น ถ้าเห็นขัดขวางไม่ถูกต้อง ไม่เป็นคุณแก่แผ่นดินไม่เป็นคุณแก่พระเจ้าแผ่นดิน ไม่เป็นคุณแก่ราษฎรทั่วไป ก็จะต้องคัดค้านว่ากล่าวได้เต็มอำนาจทีเดียว ซึ่งว่ามานี้เป็นอำนาจเคาน์ซิลทั้งสองประการ ... ถ้าผู้ใดอยากจะทราบธรรมเนียมเคาน์ซิลให้ชัด ก็คงคอยดูพระราชบัญญัติสำหรับตัวเคาน์ซิลซึ่งจะออกต่อไปข้างน่านี้

จากนั้นพระองค์จึงได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตดคือที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน “ขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2417 โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินขึ้นในลักษณะเดียวกันกับ “สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ” (Council of State หรือ Conseil d’Etat) ของกลุ่มประเทศภาคพื้นทวีปยุโรป ซึ่งใช้ระบบประมวลกฎหมาย เช่น ประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก อิตาลี กรีซ ฯลฯ ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงเรียกชื่อสถาบันดังกล่าวทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “เคาน์ซิลออฟสเตด” (Council of State)

ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ “เคาน์ซิลออฟสเตด” จะประกอบด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็น “เปรสสิเดน” ซึ่งจะเสด็จมาในที่ประชุมหรือไม่เสด็จมาก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย (ข้อ 5) และประกอบด้วย “เคาน์ซิลออฟสเตด” (Councillors of State) จำนวน 10-20 คน ซึ่งจะทรงแต่งตั้งจากราชตระกูลและข้าราชการซึ่งมีตระกูลและมีสติปัญญาว่องไวเฉียบแหลมรอบรู้ในราชกิจการต่างๆ ที่มีชื่อเสียงปรากฏ (ข้อ 1) นอกจากนี้จะทรงแต่งตั้งพระบรมวงษานุวงศ์ได้อีก 6 พระองค์ (ข้อ 2) และให้ “เคาน์ซิลออฟสเตด” เลือกผู้หนึ่งผู้ใดใน 20 คน นั้นขึ้นเป็น “ไวซ์เปรสิเดน” (Vice President) เพื่อไว้เป็นที่สองฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในเวลาซึ่งไม่ได้เสด็จออกปรึกษาราชการแผ่นดิน (ข้อ 6) นอกจากนี้จะต้องมีตำแหน่ง “เคลิคออฟเคาน์ซิล” (Clerk of Council) และ “ดีปุตีเคลิคออฟเคาน์ซิล” (Deputy Clerk of Council) ตำแหน่งละหนึ่งคนด้วย (ข้อ 8)

“เคาน์ซิลออฟสเตด” หรือคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนี้ให้มีอำนาจหน้าที่ 2 ประการดังกล่าวแล้วข้างต้นคืน เป็นที่ปรึกษาของพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และในการร่างกฎหมาย กับพิจารณาเรื่องที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชประสงค์จะให้ข้าราชการเข้ามาติดต่อกับพระองค์ได้โดยตรงแทนที่พระองค์จะต้องทรงถูกแวดล้อมและรับฟังแต่ความเห็นของเสนาบดีเท่านั้น ดังนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระองค์จึงทรงตั้งคณะที่ปรึกษาราชการส่วนพระองค์ขึ้น โดยทรงเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “ปีวี เคาน์ซิล” (Privy Council) โดยให้มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการส่วนพระองค์และช่วยปฏิบัติราชการอื่นๆ ตามแต่ที่พระองค์จะทรงมอบภารกิจให้ สมาชิกสภาในชุดแรกนี้มีจำนวน 49 ท่าน ซึ่งขึ้นอยู่กับจะทรงพระกรุณาแต่งตั้งเท่าใดไม่จำกัด

สำหรับการดำเนินงานของ “เคาน์ซิลออฟสเตด” นั้นปรากฏหลักฐานว่า ได้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 ณ พระที่นั่งสมมุติเทวราชอุปบัติ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาร่วมประชุมด้วยในฐานะองค์ประธาน

พระราชดำรินี้ ทำประเทศพ้นจากการล่าเมืองขึ้น และการปฏิรูปประเทศอยู่ในครรลองเพื่อประชาชน และประเทศชาติ องค์กรที่ทรงจัดตั้งจึงยั่งยืน นับร้อยปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท