
‘ความดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง’
ถือ “นะโม” โตเต็มโลก ตามแนวคำสอน พระเทพปริยัติวิธาน (บูศย์ โกวิโท) เรื่อง “ความดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง”
โดย...กิตติปัญโญ
ถือ “นะโม” โตเต็มโลก ตามแนวคำสอน พระเทพปริยัติวิธาน (บูศย์ โกวิโท) เรื่อง “ความดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง”
เพราะคุณงามความดีที่คอยค้ำ
จึงหนุนนำความสุขในทุกที่
เพราะอำนาจบุญญาบารมี
สิ้นชีวีก็มิได้วายชีวาฯ
การซื้อ-การขาย หรือการไปจ่ายตลาด เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เรา-ท่านทั้งหลาย จะต้องไปจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะเรื่องอาหารการอยู่การกิน เราสามารถซื้อ-ขายได้ตามที่เราต้องการ แต่ตลาดแห่งหนึ่งที่เราไม่สามารถจะไปซื้อ-ไปขายได้ตามที่เราต้องการ นอกเสียจากว่าเราจะไขว่คว้าแสวงหาหรือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง แม้ผู้อื่นจะทำแทนก็มิได้ ตลาดแห่งที่ว่านี้ ก็คือ “ตลาดความดี”
ตลาดความดี หรือวิธีทำความดี ในทางพระพุทธศาสนานั้นท่านจัดไว้ 3 ระดับ ด้วยกันคือ
ระดับที่ 1 คือ ระดับการช่วยเหลือผู้อื่น
ระดับที่ 2 คือ ระดับการควบคุมตนเอง
ระดับที่ 3 คือ ระดับการฝึกอบรมตนเอง
ในระดับแรก “ระดับการช่วยเหลือผู้อื่น” เป็นวิธีการที่จะต้องเสียสละแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น หรือช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ในลักษณะของการสังคมสงเคราะห์ มี 2 ลักษณะ คือ
wลักษณะที่ 1 เป็นการให้ในรูปลักษณะของวัตถุสิ่งของ เช่น ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวปลาอาหาร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หรือภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น
wลักษณะที่ 2 เป็นการให้ในรูปลักษณะของสิ่งที่เป็นนามธรรม สัมผัสแตะต้องไม่ได้แต่เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ามาก สำหรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เช่น หลักธรรมคำสอน คติธรรม และความรอบรู้ในด้านต่างๆ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่นที่ควรได้รับ
ในสังคมโลกมนุษย์ของเรานี้ ถ้ามวลมนุษย์ในสังคมยังคงมีการช่วยเหลือเกื้อกูล หรือการสังคมสงเคราะห์กันอยู่ตราบใด โลกทั้งโลกก็ยังคงดำรงอยู่ได้ตราบนั้น แต่ถ้าโลกไม่มีการช่วยเหลือสงเคราะห์กันเมื่อใด เมื่อนั้นคงบรรลัยแน่นอน จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า ตลาดความดีระดับที่ 1 คือ ระดับการช่วยเหลือผู้อื่นนี้ก็มีความจำเป็นและสำคัญมิใช่น้อย ที่เรา-ท่านทั้งหลายในสังคมโลกมนุษย์นี้จะต้องช่วยกันจรรโลงไว้ให้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อ “ผู้ที่มีกำลังมากกว่าจะได้ช่วยเหลือผู้ที่มีกำลังน้อยกว่า” ให้สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกนานๆ
ตลาดความดีหรือวิธีการกระทำความดีในระดับที่ 2 “ระดับการควบคุมตนเอง” มีความหมายว่า เมื่อเราได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นแล้ว ก็ขอให้เราได้มีโอกาสทองได้กระทำความดีเพื่อชีวิตส่วนตัวเราบ้าง มิใช่มัวแต่ช่วยคนอื่นจนลืมช่วยตัวเอง วิธีการที่ว่านี้ก็คือ การควบคุมพฤติกรรมของเราให้อยู่ในสภาวะปกติ ที่เรียกว่า “ศีล” นั่นเอง ศีลที่เรา-ท่านทั้งหลายในฐานะที่เป็นกัลยาณปุถุชนเป็นชาวบ้านชาวเมืองหรือเป็นประชาชนคนทั่วไปจะต้องรักษาหรือยึดถือเป็นการปฏิบัติเพื่อความร่มเย็นเป็นการส่วนตัว และเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนั้น ก็คือ เบญจศีลหรือศีลห้า นั่นเอง คือ
เราจะต้องมีความเคารพในสิทธิชีวิตของผู้อื่นหรือสัตว์อื่น ที่จะไม่ล่วงละเมิดด้วยการทำร้าย ทำลายหรือฆ่าให้ตาย
เราจะต้องมีความเคารพในสิทธิทรัพย์สินของผู้อื่น โดยการไม่ลักขโมยหรือประพฤติล่วงเกินยักยอกเอามาเป็นของตนเองโดยมิชอบธรรม
เราจะต้องมีความเคารพในสิทธิทางเพศของผู้อื่น โดยการไม่ประพฤติล่วงละเมิดทางเพศในทุกกรณี
เราจะต้องมีความเคารพในสิทธิวาจาหรือสนธิสัญญาต่างๆ บรรดามี โดยจะไม่ประพฤติล่วงละเมิดทางคำพูดและจะต้องดำรงตนอยู่ในสัจจะ คือความจริง
เราจะต้องมีความเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์ของเราเอง โดยการไม่ประพฤติเหยียบย่ำทำลายการดำรงตนอย่างมีสติ คือ ความระลึกได้โดยเราจะต้องไม่เสพสิ่งเสพติดให้โทษให้เราต้องเสียการควบคุมตนเองจนกลายเป็นคนเมา คนมั่ว และคนชั่วในที่สุด
และตลาดความดีหรือวิธีการกระทำความดีในระดับที่ 3 คือ “ระดับการฝึกอบรมตนเอง” เป็นวิธีการที่เรา-ท่านทั้งหลายจะหมั่นขวนขวายกระทำความดีด้วยการฝึกอบรมตนเอง ด้วยวิธีการของการพัฒนาจิต ฝึกอบรมปฏิบัติธรรมไหว้พระ สวดมนต์ สมาทานพระกรรมฐาน เจริญจิตตภาวนา ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล
ทาน-ศีล-ภาวนา ทำให้คนได้บุญและมีบารมี แม้ว่าเขาผู้นั้นจะถึงกาลอวสานแห่งชีวิต คืออายุขัย-สิ้นอายุแล้วก็ตามที แต่ถ้าเขาเป็นคนมีบุญบารมีที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาโดยต่อเนื่อง ไม่ขาดสายแล้วไซร้ ชีวิตใหม่ก็พลันได้คืนมา เขาจะสามารถกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้อีก คือ รอดตายได้อย่างปาฏิหาริย์ ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมี
จึงใคร่ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้โปรดรีบไปจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดความดี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปได้ทุกเวลา เพื่อให้เจริญสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลด้วยจตุรพิธพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกประการ







