posttoday
เดชรัต สุขกำเนิด 'ผมไม่เลือกข้าง ไม่ได้ต้านทุน'

เดชรัต สุขกำเนิด 'ผมไม่เลือกข้าง ไม่ได้ต้านทุน'

21 กุมภาพันธ์ 2559

ประสบการณ์ตรงก่อนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Aalborg เดนมาร์ก เมื่อปี 2550 มีส่วนอย่างสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต

โดย...ข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประสบการณ์ตรงก่อนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Aalborg เดนมาร์ก เมื่อปี 2550 มีส่วนอย่างสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เดชรัต สุขกำเนิด

เขาบอกว่า ขณะทำวิจัยอยู่ที่สถาบันแห่งนี้ การตั้งโจทย์วิจัยจะมองไปยังฝ่ายการเมือง ก่อนที่จะคิดโจทย์ ฉะนั้นการศึกษาวิจัยจะต้องตอบโจทย์ในทางการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายถึงนักการเมือง แต่เป็นการวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่จะใช้ประโยชน์ในทางการเมือง

อธิบายให้เข้าใจมากขึ้นก็คือ ต้องดูบริบทการเมือง เพื่อให้การทำวิจัยได้ตอบโจทย์นั่นเอง ซึ่งหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่าในบ้านเรามักไม่ได้คิดในเรื่องนี้

ประสบการณ์นี้สอนให้เขามีจุดมุ่งหมายชัด และจากการมีโอกาสได้ลงพื้นที่ชุมชนบ่อย ทำให้มีความเข้าใจบริบทของสังคม ซึ่งอาจารย์เดชรัตได้ไปร่วมเวทีตามคำเชิญของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง

แรงบันดาลใจให้นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สนใจเรื่องทุกข์ยากของชาวบ้าน เพราะเขาเห็นว่าความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มักถูกใช้ไปด้านเดียว ทั้งๆ ที่สามารถมองได้หลายแง่มุม เขาจึงตั้งใจเอาวิชาเศรษฐศาสตร์ในมุมที่คนอื่นไม่มอง เอาข้อมูลที่คนไม่ได้คิด มานำเสนอให้ฉุกคิด เพื่อนำไปรับใช้สังคมได้

อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ยืนยันไม่ได้มุ่งวิจารณ์การทำงานของรัฐ หรือต้องยืนอยู่ข้างชาวบ้านตลอดเวลา แต่ต้องการนำเสนอข้อมูลชาวบ้านที่คนมักไม่ทราบ

“ผมไม่ได้คิดอยู่ข้างชาวบ้านเสียทีเดียว แต่บางเรื่องคนไม่รับทราบ เราจึงต้องนำเสนอข้อมูลชาวบ้าน และไม่ได้คิดว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคนที่วิจารณ์ ไม่ได้ต้องการวิจารณ์บุคคลหรือองค์กร แต่เป็นการวิจารณ์แนวคิดมากกว่า ไม่ได้ทำไปเพราะอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ต้องการสะท้อนข้อมูลที่คนไม่ค่อยทราบออกไป

“ไม่รู้นักวิชาการคนอื่นคิดอะไร ไม่ทราบว่าทำไมจะต้องเข้าข้าง เอียงไปทางใดทางหนึ่ง อาจจะเพราะความเชื่อ เพราะความสัมพันธ์ หรือไปเป็นทีมงานกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเลือกมุมนำเสนอเพื่อความปลอดภัย หรืออาจจะถูกคุกคามจากอีกฝ่าย ซึ่งผมไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าแต่ละคนมีจุดยืนอย่างไร”

เดชรัต ย้ำว่า ตัวเขาเองวิจารณ์จากแง่มุมตัวเอง ไม่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง หรือนำเสนอเพราะเชื่อไปทางใดทางหนึ่ง แต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายมีจุดเชื่อมผ่านข้อมูล ตัวเลข และสามารถทำให้ความรู้ไหลเข้าหากันได้ ในที่สุดสามารถเชื่อมกันได้ แม้บางครั้งอาจจะมีคนไม่พอใจบ้าง

จุดยืนในฐานะนักวิชาการ เดชรัต บอกว่า ไม่ได้มุ่งต่อต้านนายทุน แต่กลุ่มทุนฉวยโอกาสช่วงมีรัฐบาลทหารมาเปลี่ยนกติกาในบ้านเมือง ซึ่งเป็นการใช้นโยบายอย่างไม่เป็นธรรม เช่น กฎหมายผังเมือง ถือว่าไม่เป็นธรรมมาก

“ผมทำงานอยู่กับสมัชชาอู่ข้าวอู่น้ำที่มีหลักคิด ‘อยู่ร่วม อยู่รอด อยู่อย่างยั่งยืน’ หมายถึงอยู่ร่วมกับทุนได้ ฉะนั้นไม่ได้ต้านทุน แต่การเปลี่ยนแปลงกติกาในบรรยากาศเช่นนี้มันไม่สบายใจ เช่น เรื่องผังเมือง ทั้งประชาชนและทุนเห็นว่ามีปัญหา และอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้รอบคอบรัดกุม

“แต่ฝ่ายทุนกลับผลักดันให้มีการยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมือง ซึ่งประชาชนไม่มีโอกาสได้รับการคุ้มครองสิทธิชุมชน ภาคท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ ถ้ามีขยะไปอยู่ในพื้นที่ หรือการต้านเอกชนเช่าที่ดิน 99 ปี ไม่ว่าทุนในหรือทุนต่างชาติ มันไม่ควรได้สิทธิในการเช่านานขนาดนั้น”

นักวิชาการจำนวนหนึ่งเลือกข้าง ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์  ในมุมเขามองว่า ปัญหาเลือกข้างเกิดขึ้นได้ จะด้วยเพราะถูกผลัก ถูกกล่าวหา จนต้องตัดสินใจไปข้างใดข้างหนึ่ง

“สำหรับผมแค่นำเสนอความคิด ไม่ได้ลงสนามต่อสู้ด้วยตัวเอง แต่การถูกผลักให้เป็นสลิ่มบ้าง เสื้อแดงบ้าง ถ้าไม่เป็นการทำให้ขุ่นเคืองจริงๆ ก็รับได้ อยู่ในจุดยืนเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งๆ การต่อสู้ไปไกลกว่านั้นที่ไม่ใช่เหลือง-แดง อาจจะต้องไปข้างใดข้างหนึ่งที่อาจต้องเลือก”

เดชรัต วิเคราะห์ว่า การเลือกข้างเกิดจากกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งพึ่งพาระบบรัฐสภาไม่ได้ หรือไม่มีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเสียงตนเองไม่ได้รับการยอมรับ หรือถูกนำไปขบคิดมากเพียงพอ ก็พยายามใช้ความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ได้รับการยอมรับ จนเลยไปจากข้อมูล ข้อเท็จจริง เกิดความคิดความเข้าใจที่เผลอไป เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้เดินไปสู่จุดนั้น และคิดว่าต้องลงไปอยู่ข้างนั้นไปเลย ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิด

“แต่สำหรับผมไม่ได้ตัดสินใจนำมวลชนเพื่อชัยชนะ ทำให้มองเห็นทั้งสองด้าน”

เดชรัตเป็นหนึ่งในจำนวนนักวิชาการไม่มากคนนักที่ยังทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารและ คสช. อย่างตรงไปตรงมา...ถามว่าต้องระวังตัวแค่ไหน เขาบอกว่า ก็ระมัดระวังเป็นปกติ ไม่ว่ารัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลทหาร เพื่อไม่ให้สิ่งที่คิด เขียน มีลีลามากจนเกินไป ต้องใคร่ครวญให้ดีว่าจะกระทบผู้ถูกกล่าวถึงหรือไม่

“ที่ผ่านมาไม่เคยถูกคุกคาม ถือว่าโชคดีที่ยังสามารถแสดงบทบาทได้ตามปกติ ผมคิดว่าการระวังเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็หวั่นไหวบ้าง ที่ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบันไม่ได้ใช้กฎหมายปกติ แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการนำเสนอเรื่องราว”

ล่าสุด อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ได้วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย เรื่องสิทธิชุมชน จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เหตุที่มุ่งเป้ามาที่ประเด็นนี้ เพราะฟังคำอธิบายเรื่องสิทธิชุมชนจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบางคนแล้วตกใจมาก ที่บอกว่าร่างนี้ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว จึงต้องออกมาพูดในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ และทำให้ภาคประชาสังคมออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้

เดชรัตยังคาใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอีก 2 เรื่อง เรื่องแรก สิทธิในการศึกษาหายไปจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งของเดิมบัญญัติว่าประชาชนจะต้องรับการศึกษาฟรี 12 ปี แต่ร่างใหม่ลดเหลือ 9 ปี ซึ่งไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมจะต้องลดลง รวมถึงเรื่องสิทธิการจัดการศึกษาด้วยตัวเอง เช่น โฮมสกูล ที่ไม่มีผลกระทบต่อรัฐ แต่ถูกตัดออกไป

อีกเรื่อง จะให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษได้ และผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ หรือไม่มีสภาท้องถิ่นก็ได้ ประเด็นนี้ เดชรัตตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากไม่เชื่อมโยงประชาชนในพื้นที่แล้ว อาจจะนำมาใช้กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ได้

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์รายนี้ รู้สึกหนักใจต่อทิศทางการพัฒนาในยุคนี้ ด้วยรัฐบาล คสช.ยังผลักดันการลงทุนในรูปแบบเดิม เป็นการสะท้อนทิศทางการพัฒนาที่ต้องไปในทิศทางเดียว ในฐานะนักวิชาการ เขาเห็นว่าจำเป็นต้องนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาให้ปรากฏชัดขึ้น

“ขณะนี้รัฐบาลทหารผลักดันการพัฒนาแบบเดิมมากกว่ารัฐบาลปกติ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่เกี่ยวว่าใครจะเป็นรัฐบาล แต่เพราะที่ผ่านมาไม่มีโมเดลเศรษฐกิจทางเลือกอย่างแท้จริง จึงต้องอธิบายให้คนในสังคมเข้าใจว่าการพัฒนาที่สมดุลและทั่วถึงมีอะไรบ้าง”

ในฐานะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เดชรัตจึงต้องการให้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ตอบโจทย์สังคมในเชิงการเมืองที่มากกว่านี้ และสามารถนำมาใช้ได้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท