posttoday
มังกรแห่งไทยพาณิชย์ ‘มาณพ เสงี่ยมบุตร’

มังกรแห่งไทยพาณิชย์ ‘มาณพ เสงี่ยมบุตร’

21 กุมภาพันธ์ 2559

เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มปักธงบุกเบิกตลาดจีนอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งทีมงานที่ดูแลตลาด

โดย...ข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มปักธงบุกเบิกตลาดจีนอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งทีมงานที่ดูแลตลาดนี้โดยเฉพาะ ภายใต้การคุมทีมของ มาณพ เสงี่ยมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจต่างประเทศ

แน่นอน คงไม่ต้องสาธยายว่าประเทศจีนมีความน่าสนใจขนาดไหน และจะทวีความสำคัญขึ้นไปอีกอย่างไรในอนาคต ซึ่งหากบุกเบิกตลาดจีนเป็นผลสำเร็จ จะทำให้ไทยพาณิชย์กลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของธนาคารไทยในกลุ่มนักลงทุนจีน

สั่งสมประสบการณ์องค์ความรู้

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า มาณพ เป็นหนึ่งในคนไทยไม่กี่คนที่รู้จักประเทศจีนดีมาก เนื่องทำงานในประเทศจีนนานนับ 10 ปี เริ่มจากการทำงานเป็นนักวิเคราะห์หุ้นจีนของบริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ ต้องจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นในตลาด A-Share หรือหุ้นจีนที่จดทะเบียนในเมืองจีนโดยตรงกว่า 4,000-5,000 ตัว และใช้เวลา 5 ปี ก่อนขยับขึ้นมาเป็นหัวหน้านักวิเคราะห์คนไทยคนเดียวในตลาดจีน มีลูกน้องชาวจีนกว่า 20 คน

ภาระงานทำให้มาณพติดตามเรื่องกลยุทธ์นโยบายในเชิงมหภาคเป็นส่วนใหญ่ มีโอกาสเดินทางไปทั่วจีนเพื่อคลุกคลีพบปะกับนักลงทุน เจ้าของกิจการ และหน่วยงานราชการต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะสมเรื่อยมาจนทำให้เขาเข้าใจจีนอย่างลึกซึ้งในหลายมิติ

ช่วงแรกของการทำงานเป็นนักวิเคราะห์หุ้นจีน มาณพเล่าว่าทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน คนที่ติดต่อในทางธุรกิจได้ ฐานข้อมูลต่างๆ แม้แต่เรื่องภาษาที่แม้จะเรียนมาตั้งแต่เด็กจนพูดอ่านเขียนได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อทำงานจริงก็ยังต้องใช้ความพยายามอีกมาก หากได้ยินคำศัพท์ใหม่ๆ ก็ต้องจดไว้แล้วกลับไปท่องตอนกลางคืน ทำแบบนี้ทุกวันนานถึง 2 ปี เรียกว่าใช้เวลา 2-3 ปีแรกในการสร้างฐานความรู้ จนทุกวันนี้ถ้าคุยกับคนจีน คนจีนก็จะเข้าใจว่าเป็นคนประเทศเดียวกัน (หัวเราะ)

“ถ้าอยู่ที่เมืองไทยก็ยังมีรุ่นพี่รุ่นน้อง บางเรื่องถ้าไม่รู้ก็สามารถยกหูโทรศัพท์ถามกันได้ แต่ที่เมืองจีนผมไม่มีเลย บทวิเคราะห์ช่วงแรกๆ โดนทั้งหัวหน้าและลูกค้าตีกลับว่าเขียนอะไรไม่รู้เรื่อง อันนี้ก็เป็นความยาก ต้องสร้างฐานความรู้ ต้องขยันมากๆ ทำความเข้าใจวิธีคิดของคนจีน ต้องเข้าใจภาษาจีน เพราะคนจีนจะไม่พูดภาษาอื่นเลย แต่พอผ่านไประยะนึงก็เริ่มคุ้นกับระบบ”

มาณพ กล่าวว่า แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าตัวเองไม่สามารถรู้ทุกอย่างของประเทศจีน แต่ถ้าต้องการรู้สิ่งใดก็สามารถจะมีช่องทางไปค้นคว้าตรงนั้นมาได้

บุกจีนกับไทยพาณิชย์

เมื่อทำงานมานาน สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกลับมาทำงานในไทย โดย 3 ปีที่แล้วได้สมัครงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งผู้บริหารที่สัมภาษณ์งานในตอนนั้นมีทั้ง วิชิต สุรพงษ์ชัย, อาทิตย์ นันทวิทยา และ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ โดยขณะนั้นมีนโยบายขยายธุรกิจกับลูกค้าจีน มาณพจึงอาสาตั้งทีมจีนให้ธนาคาร

การบุกเบิกธุรกิจจีนกับไทยพาณิชย์ถือว่าท้าทายใน 2 มิติ เพราะ 1.เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ต้องชัดเจนในแง่เซ็กเมนต์ที่ต้องการไปจับ 2.ตลาดจีนมีความซับซ้อน แต่ละมณฑลมีกฎระเบียบแตกต่างกันไป

ด้วยเหตุนี้ มาณพจึงโฟกัสไปที่กลุ่มนักลงทุนจีนที่ต้องการมาลงทุนในไทยเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีลูกค้าชาวที่ลงทุนในไทยและใช้บริการไทยพาณิชย์ประมาณ 30 ราย วงเงินสินเชื่อประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่ายังไม่มาก แต่ก็น่าพอใจสำหรับการจัดตั้งทีมขึ้นมาใหม่ เพราะอย่าลืมว่าการตั้งทีมงาน การให้ทีมงานไปรู้จักลูกค้า การให้ลูกค้ามารู้จักธนาคารว่ามีวิธีการดูแลลูกค้าอย่างไร ล้วนต้องใช้เวลา

“เซ็กเมนต์ที่เรากำหนดแล้ว คือเป็นตัวเชื่อมระหว่างนักลงทุนจีนที่มาลงทุนไทยและไทยไปจีน ตรงนี้เราคิดว่าเป็นจุดแข็ง เราสามารถให้บริการได้ดี ที่ผ่านมาเราต้องไปเปิดตัวในประเทศจีน บทบาทผมคือต้องไปนำเสนอข้อมูล ไปร่วมสัมมนา และพบปะนักลงทุนในจีนที่สนใจมาลงทุนในไทย” มาณพ กล่าว

มาณพ กล่าวว่า ความยากในการทำงานคือต้องทำความเข้าใจกับนักธุรกิจจีน ต้องปรับกระบวนการ วิธีคิดให้สอดคล้องกับลูกค้าจีน แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องอธิบายกับนักธุรกิจจีนว่า ถ้าจะมาเมืองไทย ก็จะคิดแบบจีนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมาเข้าใจว่าบริบทธุรกิจในไทยต่างจากจีนยังไงบ้าง ต้องเข้าหาทั้งสองฝ่าย ดังนั้นทีมงานที่รับเข้ามาร่วมทีม แค่พูดภาษาจีนได้อย่างเดียวไม่พอ ต้องเคยเรียน เคยทำงานอยู่ในจีนด้วย เช่นเดียวกับทีมงานคนจีนก็ต้องพูดไทยและเข้าใจวัฒนธรรมไทยได้ดี

คลื่นการลงทุนระลอกที่ 3 จากจีน

มาณพชี้ว่า ปัจจุบันคลื่นการลงทุนจากจีนอยู่ในช่วงระลอกที่ 3 และเป็นโอกาสของไทยที่จะได้ประโยชน์จากจุดนี้ โดยคลื่นลูกแรกเป็นเรื่องของการลงทุนหาทรัพยากรธรรมชาติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่แอฟริกาและละตินอเมริกาเป็นหลัก ส่วนคลื่นลูกที่ 2 คือเรื่องการลดต้นทุน ส่วนใหญ่มองไปที่เวียดนามหรือเมียนมา

“แต่ตอนนี้เริ่มเห็นระลอก 3 แล้ว เขามาเพื่อทำตลาด อาจมองว่าใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปขายในอาเซียนหรือขายในอเมริกาด้วย” มาณพ กล่าว

มาณพ กล่าวต่อไปว่า กระแสจีนมาไทยจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลเพราะ 1.ต้นทุนในจีนค่อนข้างสูงมากขึ้น สูงกว่าเมืองไทย โดยเฉพาะในเขตชายฝั่ง แล้วไม่เพียงแค่ค่าแรง ค่าสถานที่ ค่าขนส่ง ทุกอย่างแพงหมด ทำให้บริษัทจีนส่วนหนึ่งเริ่มย้ายฐานการผลิตมาต่างประเทศ และมีบางส่วนมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุน

2.กระแสการหาตลาดใหม่ บางบริษัทต้องการหาตลาดใหม่ เพราะตลาดในจีนอาจจะอิ่มตัวหรือชะลอตัว ก็ต้องมาเตรียมพร้อม

และ 3.นโยบายรัฐบาลจีนก็ต้องการผลักดันให้บริษัทไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพราะนอกจากเรื่องต้นทุน การหาตลาดใหม่ หรือการกระจายความเสี่ยงแล้ว รัฐบาลจีนก็ต้องการสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ตรงนี้เขาต้องการให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้น เงินหยวนจะสากลไม่ได้ถ้าธุรกิจจีนไม่ออกไป แล้วทำไมต้องให้เงินหยวนเป็นสากล เพราะทุกวันนี้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจีนจะมีผลต่อคนอื่นในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น แต่ยังไม่มีผลที่แท้จริง ซึ่งต่างจากเฟดของอเมริกาที่ปรับดอกเบี้ยแล้วมีผลกระทบจริงๆ ซึ่งของจีนกระทบไม่จริง ของจีนที่กระทบจริงๆ คือเรื่องของการเทรด การซื้อขายสินค้า แต่เรื่องการไหลเวียนเงินทุนมันยังไม่กระทบจริง แต่ต่อไปเขาต้องการให้มีผลกระทบจริงๆ เพื่อควบคุมเศรษฐกิจไปต่อกรกับอเมริกา ดังนั้นต้องให้เงินหยวนเป็นสากลและให้นักลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศ” มาณพ กล่าว

จับจีนให้ถูกจุด

หัวหน้าทีมจีนของธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว แต่เชื่อว่าการร่วมลงทุนกับจีนตอนนี้เป็นจุดที่ดี เพราะที่ผ่านมาที่จีนเติบโตเร็ว แต่เป็นการเติบโตที่นักธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้ แต่ตอนนี้ที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง จริงๆ แล้วคือการปรับโครงสร้างจากเดิมที่มุ่งเน้นการโตแบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อสังหาริมทรัพย์ เป็นเรื่องของการบริโภค การบริการ ซึ่งทุนไทยมีโอกาสจะตอบโจทย์ได้ เช่น เรื่องอาหาร ไทยเก่งอาหารก็อาจตอบโจทย์ได้ หรือนักท่องเที่ยวจีน ปีก่อนมาไทย 7.9 ล้านคน ตรงนี้เพิ่มเป็นเท่าตัวอีก 5 ปีได้อย่างไม่ยากเลย

“ผมคิดว่าการดูตัวเลขจีดีพีว่าจะฮาร์ดแลนดิ้งหรือเปล่า อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเราเท่าไหร่ เราคงต้องดูตัวเราว่าภายใต้การเติบโตของจีน 5-6% มันยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ยังเติบโต 10% ถามว่าเราไปจับตรงนั้นได้หรือไม่ ถ้าเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก ปูนซีเมนต์ ก็คงแย่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไปเกาะกระแสเรื่องการบริโภค บริการ เฮลท์แคร์ อี-คอมเมิร์ซ ไอที
ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของจีน เราก็จะมีธุรกิจที่ดีขึ้นเรื่อยๆ” มาณพ กล่าว

มาณพย้ำว่า การลงทุนจากจีนจะเพิ่มขึ้น แต่ที่ต้องถามต่อไปว่าจะมาไทยมากกว่าคนอื่นหรือเปล่า เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องตอบ เพราะคนจีนก็พร้อมจะลงทุน นักธุรกิจไทยก็คงต้องคิดว่ามีโครงการอะไรที่อยากจะเชิญชวนฝ่ายจีนมาร่วมทุนหรือเปล่า

อีก 5 ปีไทยพาณิชย์คือแบรนด์อันดับ 1

การก่อร่างบุกเบิกตลาดจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาณพถือว่าพอใจในระดับหนึ่ง ถือว่าอยู่ในช่วงการสร้างฐานให้แน่น แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องทำ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายที่ประเทศจีน เพราะจะรอให้ลูกค้าเดินมาหาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปรู้จักลูกค้าตั้งแต่ที่เมืองจีนเลย โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขอจัดตั้งสาขาที่เซี่ยงไฮ้ และคาดว่าปีหน้าจะเริ่มให้บริการได้

การทำงานทั้งหมดนี้ เป้าหมายที่วางไว้คือ อยากให้ไทยพาณิชย์เป็นธนาคารอันดับ 1 เวลาที่คนจีนนึกถึงเมื่อต้องการมาลงทุนในไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท