posttoday
รับได้อำนาจใหม่ กกต. แจกใบแดง ประหารการเมือง

รับได้อำนาจใหม่ กกต. แจกใบแดง ประหารการเมือง

21 กุมภาพันธ์ 2559

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาสู่สายตาสังคม

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาสู่สายตาสังคม พร้อมกับการปรับเปลี่ยนหลายประการเพื่อให้เหมาะสม ถ่วงดุลกับประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนทุกหมู่เหล่า

และแน่นอนที่เป็นคำถามตามมากับการเพิ่มอำนาจให้มี กกต.เป็น 7 เสือ สมชัย ขยายความว่า ในรัฐธรรมนูญใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ กกต.มีสาระสำคัญและเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ให้ กกต.จากเดิมมี 5 คน เป็น 7 คน เพื่อต้องการให้กระบวนการประชุมวินิจฉัยมีความรอบคอบมากขึ้น

“การเพิ่มจำนวนไม่ได้มีปัญหา เพราะช่วยกันทำงานมากขึ้น ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กระบวนการตัดสินใจอาจมีความล่าช้า เนื่องด้วยจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับสภาพ เพราะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามจำนวน แต่หลักประสิทธิภาพไม่น่าเปลี่ยนแปลง” สมชัย ให้ความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ยังเปลี่ยนแปลงด้วยการให้อำนาจ กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งและเลื่อนวันเลือกตั้งได้ แตกต่างจากในอดีตที่ไม่เคยมีตรงนี้ เพราะการจะกำหนดวันเลือกตั้งหรือเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.

“จากปัญหาการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เมื่อ กกต.เห็นว่าเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าเดินต่อจะเสียหายรุนแรง หรือเดินหน้าเลือกตั้งก็มีแนวโน้มเป็นโมฆะ เพราะบางเขตไม่สามารถรับสมัครได้ กกต.เสนอให้เลื่อน แต่รัฐบาลบอกว่าไม่ พอตกลงไม่ได้ก็ต้องตามเดิม คือเดินหน้าเลือกตั้ง ซึ่งก็เกิดความเสียหายจริง”

สมชัย ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงให้อำนาจ กกต.ว่า ถ้ายุบสภารัฐบาลเป็นผู้ประกาศไป แต่กำหนดการเลือกตั้งให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ หรือถ้าจำเป็นต้องเลื่อนให้ กกต.เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นเรื่องที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนนี้

ส่วนการให้ใบเหลืองใบแดงก่อนการประกาศผลยังอยู่ในขอบเขตของ กกต. และได้ขยายขอบเขตเวลาให้กับ กกต.เพื่อให้มีการพิจารณาที่ละเอียดขึ้น เดิมต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเป็น 60 วัน ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อ กกต.

ทว่า ประเทศชาติอาจได้รัฐบาลช้าไปอีก 1 เดือน แต่ได้รัฐบาลที่ดี มีความรู้ความสามารถจริงๆ คนซื้อเสียง คนใช้อิทธิพล จะถูกขจัดออกไปจากกระบวนการทางการเมือง

ส่วนการให้ใบแดงแล้วอำนาจไปสู่ศาล ซึ่งในเรื่องดังกล่าวก็มีเหตุผล เพราะใบแดงหลังจากประกาศผลจะเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งอีกเลย ดังนั้นให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งดี การออกแบบใหม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทย

สมชัย ยืนยันว่า ในเรื่องนี้ไม่ถือเป็นการตัดดาบ กกต.ออก แม้ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงไป แต่กระบวนการตัดสินไปอยู่ที่ศาล ซึ่งคล้ายกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในการทำหน้าที่ชี้มูลความผิดก่อนส่งให้ศาลวินิจฉัย

ทั้งนี้ หากศาลรับคำร้องแล้วนักการเมืองคนนั้นต้องการยุติปฏิบัติหน้าที่ สมมติเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ถ้าผิดแล้วส่งศาล เมื่อศาลรับคำร้องเมื่อไหร่ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีผลวินิจฉัยออกมาเป็นที่สุด

สมชัย ยังให้ความเห็นต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าดีต่อ กกต. เพราะถ้ามองในเชิงเทคนิค บัตรใบเดียวสะดวกขึ้น กรรมการไม่ต้องใช้เยอะ พิมพ์บัตรน้อยลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมสองใบ รวมถึงหีบบัตรเลือกตั้งก็ลดลง

อย่างไรก็ดี เพราะฉะนั้นกระบวนการต่างๆ ลดลง อำนวยความสะดวก กกต.เพิ่มขึ้น การจะแปลงคะแนน สส.เขต เป็นรายชื่อทั้งประเทศ เพื่อบอกว่าพรรคไหนได้กี่คน ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จ ทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

ส่วนผลทางการเมือง สมชัย ยอมรับว่า วิจารณ์ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เพราะการออกแบบเลือกตั้งในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย อย่างบางประเทศมีบัญชีรายชื่อ บางประเทศเป็นลักษณะใช้คะแนนเขตไปคำนวณ

“จากการติดตามระบบเลือกตั้งแต่ละประเทศแบ่งย่อยมีเป็นร้อยระบบ เพราะแต่ละประเทศเชื่อว่าของตัวเองดี และดีในบริบทสังคมบ้านเมืองเขา” สมชัย กล่าว

กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย วิธีการเลือกตั้งซับซ้อนมาก เวลาเลือกจะให้ประชาชนต้องสำรองพรรคที่ชอบไว้ 1-2-3-4 อีกว่าเป็นใคร มีการถ่ายโอนคะแนนกันอีก

โดยพรรคได้ที่หนึ่งเกินครึ่งไม่นับต่อ ถ่ายโอนไปพรรคต่อไป ระบบนับซับซ้อนมาก ใช้เวลา3 สัปดาห์ ก็บอกว่าดี ดังนั้นมาเถียงเรื่องนี้ก็ไม่จบ คิดว่าผลดีเสีย ออกแบบใหม่มาอีกครั้ง ดังนั้นต้องรอดูผลออกเสียง และสามารถชี้เจตนารมณ์ประชาชนได้จริงหรือไม่ ไม่ได้ก็เปลี่ยน

อย่างไรก็ดี เกิดคำถามถึงคนไทยในต่างประเทศหากต้องการร่วมลงประชามติในครั้งนี้ สมชัย ระบุว่า รอบนี้ไม่มีสิทธิ จะออกเสียงเฉพาะคนในประเทศเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายที่ได้เขียนไว้ แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งคนไทยในต่างประเทศยังมีสิทธิอยู่

ส่วนเหตุผลที่ไม่ให้ออกเสียงประชามตินั้น อาจเป็นเพราะว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกผู้แทนโดยตรง แม้จะมีภูมิลำเนา มีบัตรประชาชนในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนในการตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง ในการบริหารจัดการประเทศในอนาคต จึงต้องขออนุญาตจำกัดในส่วนนี้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการใช้สิทธิของคนในต่างประเทศมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อครั้งค่อนข้างสูง ในอนาคตแม้จะมีการเลือกตั้งจริง การใช้สิทธิของคนไทยในต่างประเทศก็จะเปลี่ยนไป เป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ คนไทยในประเทศเป็นหน้าที่

ทั้งนี้ กกต.ต้องอำนวยความสะดวกจัดการให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ เพราะเป็นหน้าที่ แต่คนไทยในต่างประเทศมีวิธีการคิดเปลี่ยนไป คือให้ถือเป็นสิทธิแต่ต้องประสงค์ใช้สิทธิก่อน และก็มีขั้นตอนเพิ่มเติมขึ้นมา

“ทุกครั้งที่จะใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คนไทยในต่างประเทศจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้าก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คือประสงค์ไม่ใช้สิทธิ และคิดว่าจะเป็นสาระเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นเจตนาพยายามทำในแนวแบบนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าในประเทศนั้นๆ มีคนไทยเท่าไหร่ประสงค์ใช้สิทธิ และถ้าไม่มีเลยก็จะไม่จัด”

ถามว่าวิธีการคิดแบบดังกล่าว ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าของไทยมีความก้าวหน้ากว่าอีกหลายประเทศ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ก็ไม่ได้ให้คนสิงคโปร์ทั่วโลกสามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่จะเลือกประเทศใหญ่ๆ ที่มีคนสิงคโปร์อยู่จำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐ

เลือกเพียงแค่บางประเทศเท่านั้น แต่ประเทศที่มีคนสิงคโปร์ไม่มากหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างประเทศ แต่ถ้าจะเลือกตั้ง ก็ต้องบินกลับไปสิงคโปร์เพื่อใช้สิทธิเอง ซึ่งทั้งหมดก็เป็นวิธีคิดของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่าให้โอกาสกับคนไทยในต่างประเทศมากที่สุด

สมชัย ทิ้งท้ายด้วยว่า การใช้เจ้าหน้าที่ทำประชามติรอบนี้น้อยกว่าการออกเสียงเลือกตั้งซึ่งใช้เจ้าหน้าที่ 11 คน แต่การออกเสียงประชามติใช้เจ้าหน้าที่ 7 คน/หน่วย ซึ่งเป็นการประหยัด บัตรมีเพียงใบเดียว 2 ช่อง คือ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น ดังนั้นเวลานับคะแนนก็จะใช้เวลาไม่มากนัก ถือเป็นการประหยัดงบ

ส่วนงบประมาณที่ใช้ทำการออกเสียงประชามติแบ่งออกเป็น 3 ก้อน คือ 1.การบริหารจัดการของ กกต.เหมือนงบการเลือกตั้ง อยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท 2.จัดพิมพ์และเผยแพร่รัฐธรรมนูญสรุปสาระสำคัญ และสรุปย่อสาระสำคัญ ประมาณ 200 ล้านบาท

และ 3.ให้กับส่วนราชการต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานให้กับ กกต. เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การไปรษณีย์ ซึ่งเป็นส่วนราชการทั้งหมด โดยงบนี้อยู่ที่ 800 ล้านบาท รวมทั้งหมดไม่เกิน 3,400 ล้านบาท และอยู่ระหว่างทบทวนงบอะไรมีความซ้ำซ้อนบ้าง เพื่อตัดออกและหาข้อยุติต่างๆ ไม่เกินสิ้นเดือนน่าจะได้คำตอบทั้งหมด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท