
หยุดสืบทอดอำนาจ
เนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
เนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ให้ความเห็นชอบไป เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2559 เกิดคำถามให้ชวนสงสัยว่า เป็นการออกกฎหมายเพื่อตั้งคณะบุคคลให้มีอำนาจกำกับการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารอีกชั้น ซึ่งขัดแย้งกับกลไกรัฐสภา
คณะกรรมการภาย พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดไว้จำนวน 25 คน โดยให้นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยให้อำนาจทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับการทำงานของรัฐบาลโดยตรง
จะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากหวังจะใช้คณะกรรมการชุดนี้ลดทอดอำนาจและควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งยังให้บทบาทหลักกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศอีกด้วย
นอกจากจะเป็นความซ้ำซ้อนในการใช้อำนาจแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความไม่ไว้วางใจต่ออำนาจของปวงชนชาวไทยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเสนอแนะการแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะในข้อที่ 16 ที่เสนอให้แบ่งการใช้รัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ช่วง ยิ่งสะท้อนถึงความพยายามในการใช้กลไกพิเศษแทรกแซงรัฐบาลในอนาคต
กล่าวคือ ในช่วงแรกให้มีองค์กรพิเศษทำหน้าที่กำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยอ้างว่ายังมีความไม่ไว้วางใจและไม่แน่ใจในระบบการเลือกตัวบุคคลเข้าสู่ระบบ อาจทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหล มีความขัดแย้ง และเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง
นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะ ครม. ระบุไว้ด้วยว่า เมื่อบุคคลที่ถูกเลือกเข้ามาไม่เป็นที่ยอมรับ จะเกิดความไม่มั่นคงของคนในชาติ ประเทศตกอยู่ในวังวนการสู้รบ เกิดความแตกสามัคคี การพัฒนาประเทศต้องสะดุดล้มเหลวและอาจจะนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวเช่นเดียวเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อเดือน พ.ค. 2557
เป็นข้ออ้างที่จะนำไปสู่การใช้รัฐธรรมนูญในช่วงที่ 2 กล่าวคือเมื่อองค์กรพิเศษสามารถควบสถานการณ์บ้านเมืองให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น
เมื่อนำร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ และข้อเสนอแนะการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.มาพิจารณาประกอบกัน ย่อมเข้าใจได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มุ่งสืบทอดอำนาจกำกับการบริหารประเทศต่อไป จนกว่าจะเป็นที่พึงพอใจ หรือจนกว่าจะสามารถสลายขั้วทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทั้งหมดนี้หาได้เป็นทิศทางการปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของผู้มีจิตใจฝักใฝ่ประชาธิปไตย ไม่ใช่แนวทางการสร้างความปรองดอง ไม่ใช่แนวทางสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ เพราะเป็นการตัดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองในการกำหนดอนาคตประเทศ ซึ่งไม่ใช่แนวทางตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง







