
เลือกตั้งเป็นหน้าที่ และต้องเลือกคนดีด้วย (?)
หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยผ่าน คนไทยคงต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันทุกคน
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยผ่าน คนไทยคงต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันทุกคน และนอกจากต้องไปใช้สิทธิแล้ว ยังต้องตั้งใจที่จะใช้สิทธิอย่างอิสระ และที่สำคัญต้องเลือกคนดีอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะในหมวดที่ 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทยนั้นได้กำหนดหน้าที่ไว้ 10 ประการ และหนึ่งใน 10 นั้นได้กำหนดไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่ “ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสําคัญ”
ด้วยการกำหนดขึ้นมาแบบนี้ เท่ากับว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยแล้ว “เลือกตั้งเป็นหน้าที่ และต้องเลือกคนดีด้วย” ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่ถามถึงข้อสมมติฐานในการกำหนดการใช้สิทธิเลือกตั้งออกมาในทำนองนี้กับ 2 คำถามที่ว่า (1) การกำหนดให้เป็นหน้าที่และต้องใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระนั้นจะถือได้ว่าทำให้เป็นการ “บังคับให้มีอิสระในการทำหน้าที่” ที่ควรจะเป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้ว และ (2) การออกเสียงเลือกตั้งที่ให้เห็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศนั้น ประชาชนควรจะต้องสร้างเกณฑ์การประเมินขึ้นมาเพื่อประกอบการตัดสินใจที่อยู่บนฐานของประโยชน์ส่วนรวมของประเทศหรือไม่ หรือพูดง่ายๆ คือ ให้เลือกคนดี แล้วการเลือกคนดีจะเลือกอย่างไร เพราะความดีหรือประโยชน์ของชาติก็ต่างกันไปตามความคิดของแต่ละคน
คำถามแรก ทำไมต้องกำหนดให้เป็นหน้าที่ เพราะการกำหนดแบบนี้สามารถมองได้ว่าทำให้การเลือกตั้งที่ควรจะเป็น “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ขั้นพื้นฐานในทางการเมืองอยู่แล้วต้องมาเป็นหน้าที่ ซึ่งในส่วนหนึ่งก็ถือว่า การทำให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เป็นหน้าที่จะเป็นการทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งนั้นมีปริมาณที่มากขึ้น ก็เท่ากับว่าการไปใช้สิทธิของประชาชนที่มากขึ้น เสียงจากการไปใช้สิทธิย่อมสะท้อนความต้องการของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
ในหลายประเทศความต้องการให้พลเมืองทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มน้อยได้ออกมาใช้สิทธิจึงได้กำหนดให้การออกไปใช้สิทธินั้นเป็นข้อบังคับ และการไม่ทำตามข้อบังคับหรือไม่ไปใช้สิทธินั้นจะทำให้เกิดการลงโทษตามมา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าปรับ เช่น ในประเทศบราซิล และออสเตรเลีย ซึ่งในกรณีของประเทศบราซิลนั้น นอกจากการเสียค่าปรับแล้วการไม่ไปใช้สิทธิ 3 ครั้ง และไม่ได้จ่ายค่าปรับ อาจนำไปสู่การตัดสิทธิในการลงทะเบียนในการใช้สิทธิเลือกตั้งอีกต่อไป ในบางประเทศอาจจะเป็นการเสียสิทธิในการติดต่อทางการเงินหรือระบบงานราชการเช่นในประเทศเปรู หรือเสียสิทธิในทางการเมืองบางประการเช่นในประเทศไทย
แต่ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของสถิติการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคนไทยนั้นอยู่ที่ร้อยละ 72 ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่ได้ถูกยกว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางประชาธิปไตยแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในยุโรปค่าเฉลี่ยของการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ไม่ได้สูงไปกว่าประเทศไทย ทำให้มองว่าการทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นการถูกบังคับกลายๆ เช่นนี้แล้ว ปริมาณของการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นอาจถูกตั้งคำถามในประเด็นของคุณภาพของการใช้สิทธิตามมา ยิ่งไปกว่านั้น คำถามในเรื่องของ “เสรีภาพ” ในการใช้สิทธิทางการเมืองก็จะเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ การบังคับให้ไปใช้สิทธิจะกลายเป็นการบั่นทอนความต้องการที่จะใช้สิทธิเสียนั่นเอง
ที่สำคัญ ผลการศึกษาการทำให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นหน้าที่ผ่านการทำให้การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ยังไม่ได้มีการยอมรับถึงเหตุและผลของการเพิ่มขึ้นในปริมาณของการใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด
ประเด็นที่ต้องคิดต่อมาคือ การทำให้การใช้สิทธินั้นต้องเป็นการใช้สิทธิที่เป็น “อิสระ” คำถามที่ตามมากับการทำให้การลงคะแนนเสียงแบบอิสระคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ตั้งสมมติฐานของการระบุเช่นนี้ว่าที่ผ่านมาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นไม่มีอิสระใช่หรือไม่
เมื่อรวมกับการระบุให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่และการทำหน้าที่นั้นต้องทำแบบอิสระ จึงกลายเป็นว่าเป็นการ “บังคับให้อิสระ” ซึ่งทำให้ต้องถามต่อว่า การกำหนดให้ประชาชนไปใช้สิทธิอย่างอิสระนั้น ประชาชนสามารถทำให้เกิดความเป็นอิสระจริงหรือไม่ หรือถามให้ชัดขึ้นคือ เราสามารถบังคับให้คนใช้สิทธิเลือกตั้งที่ถือเป็น “การใช้วิจารณญาณอย่างหนึ่งได้อย่างอิสระ” ได้หรืออย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น การกำหนดว่าให้ไปใช้สิทธิโดยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากับกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งว่า คนไทยจะใช้วิธีการและกระบวนการใดในการสร้างระบบการประเมินว่าการตัดสินใจกากบาทในบัตรเลือกตั้ง เพราะหากจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง การตัดสินใจว่าจะกาบัตรให้ผู้สมัครคนไหนหรือพรรคอะไร คงต้องมีการสร้างเกณฑ์การประเมินขึ้นมาเสียก่อน
แต่ในความเป็นจริง การกากบาทในบัตรเลือกตั้งแต่ละครั้งนั้น ประชาชนมักจะถือประโยชน์ของตนเองเป็นหลักใหญ่ก่อน เพราะการเลือก สส.นั้นคือการเลือกผู้แทนทางความคิดความต้องการทางการเมืองของคนคนนั้น ดังนั้นการทำให้การเลือกของคนคนหนึ่งที่มีความต้องการที่จะมุ่งตอบสนองความต้องการของตนเอง แต่ต้องถูกจัดทิศทางให้ไปในทางของประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งในหลักการนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความเป็นจริงการมองเห็นประโยชน์ส่วนบุคคลอาจจะสวนทางกับประโยชน์ของส่วนรวมก็เป็นได้
เพราะการเลือกของคนคนนั้นก็จะใช้กระบวนการประเมินตัวเลือกในการเลือกตั้งที่มีความเฉพาะตัวต่อคนคนนั้น ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการประเมินตัวเลือกทางการเมืองที่สวนทางกับการประเมินของสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อมีการระบุให้การตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมที่บางครั้งอาจจะขัดกับประโยชน์ที่คนใช้สิทธิมองเห็น อาจทำให้การตัดสินใจนั้นไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริง
ราวกับว่าการลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้งที่ถูกจัดให้เป็นการลงคะแนนเสียงแบบลับนั้นอาจจะปราศจากมิติของความเป็นส่วนบุคคล เพราะการระบุให้การเลือกที่มีแนวทางจะเท่ากับเป็นการเข้าไปร่วมยืนและร่วมตัดสินใจในขณะที่กากบาทลงบนบัตรเลือกตั้ง
แม้ว่าการเลือกตั้งอาจระบุให้เป็นหน้าที่เพื่อทำให้เกิดความเป็นพลเมืองได้ แต่การทำให้การเลือกตั้งที่เป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพมาทำให้เป็นเรื่องของหน้าที่ที่ต้องทำด้วยความเป็นอิสระ และการเลือกที่ต้องถือประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นประเด็นที่ควรต้องตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสม







