
สศค.วิเคราะห์ 5 ประเด็น
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือน ม.ค. 2559
โดย...สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือน ม.ค. 2559 ขยายตัวดี โดยมีจำนวน 3 ล้านคน เติบโตสูง 15% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.7% โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนขยายตัวสูงถึง 45.4% สศค. วิเคราะห์ว่า นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดือน ม.ค. ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากปี 2558 ที่เติบโต 20.4% และหากพิจารณาเทียบกับเดือน ธ.ค. 2558 หลังหักผลทางฤดูกาล พบว่าขยายตัวได้ดีมากเช่นกันที่ 10.6% ต่อเดือน โดยนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีมาจากจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เป็นสำคัญ โดยขยายตัว 45.4% 14.3% และ 6.1% ตามลำดับ ขณะที่รัสเซียยังคงหดตัว 4.6%
ทั้งนี้ ในปี 2559 สศค.คาดการณ์ ณ เดือน ม.ค. ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาเที่ยวไทยจำนวน 33 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.5% จากปี 2558 และประเมินว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 1.67 ล้านล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นสำคัญ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ประจำเดือน ม.ค. 2559 อยู่ที่ระดับ 86.3 ลดลงจากระดับ 87.5 ในเดือน ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นการปรับลดเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน สศค. วิเคราะห์ว่า ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ที่ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.3 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า 100 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของผู้ประกอบการต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และการเร่งการใช้จ่ายในช่วงเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้การบริโภคในประเทศชะลอลง โดยเฉพาะกำลังซื้อจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก และปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อภายในประเทศ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักสำคัญของไทย ซึ่งจากปัจจัยลบดังกล่าวส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก
อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเป็นปัจจัยบวกต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ และมาตรการการเงินการคลังเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีระยะเร่งด่วน 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในระยะถัดไปได้
รมว.เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ระบุว่า รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจและการปล่อยเงินกู้ เพื่อประเมินผลกระทบจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของ BOJ สศค. วิเคราะห์ว่า BOJ เริ่มบังคับใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2559 ซึ่งหมายความว่าสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ในประเทศที่นำเงินไปฝากไว้กับ BOJ จะต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าฝากแก่ BOJ หากมีการนำเงินส่วนเกินมาพักไว้ที่ BOJ โดยมาตรการของ BOJ ในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินไปปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจ แทนที่จะนำมาพักไว้ที่ BOJ และต้องการลดการออมของประชาชน เพื่อให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะเงินฝืดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังคงมีความเสี่ยงที่จะกลับสู่ภาวะเงินฝืด ทำให้รัฐบาลร่วมมือกับ BOJ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัว และไม่กลับสู่ภาวะเงินฝืด โดยรัฐบาลเองก็จะให้ความสำคัญต่อการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเพิ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยผลการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลทั่วประเทศในเดือน ม.ค. มีผู้ยื่นจดทะเบียนเลิกกิจการจำนวน 1,469 ราย เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลง 4% ยังอยู่ในระดับปกติ คาดแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในปี 2559 จะไม่น้อยกว่า 6-6.5 หมื่นราย เพราะภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สศค. วิเคราะห์ว่า การจดทะเบียนเลิกกิจการที่เพิ่มสูงขึ้น 6% เนื่องจากการลดลงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการการควบคุมธุรกิจค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเครื่องชี้การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 2.4% และ 8.4% ของจีดีพีทั้งประเทศ ตามลำดับ และยังเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญให้กับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ พบว่ายังสามารถขยายตัวได้ โดยในไตรมาส 4 ปี 2558 ภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 23.9% และ 6.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% ทำให้ธุรกิจที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นยังขยายตัวได้ดี
จับตา : การจดทะเบียนเลิกกิจการและจดทะเบียนกิจการใหม่เดือน ก.พ. 2559
กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นในปี 2558 หดตัว 2.7% จากปีก่อนหน้า โดยมาจากการลดลงของยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ในหมวดอาหาร และเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่หดตัว 0.5% และ 6.4% ตามลำดับ สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในหมวดเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ในครัวเรือนที่หดตัว 4.6% สศค. วิเคราะห์ว่า ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการปรับขึ้นภาษีฐานการบริโภค (VAT) ในเดือน เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวชัดเจนมาจนถึงปี 2558 ด้วย สะท้อนจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียง 0.4%
จากเครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุด พบว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. อยู่ที่ระดับ 52.3 สอดคล้องกับดัชนีภาคบริการอยู่ที่ 52.4 บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิต และ สศค. คาดว่า ปี 2559 เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.9% (ประมาณการ ณ เดือน ม.ค. 2559) จับตา : อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นในไตรมาสแรก ปี 2559







