posttoday
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของไทย

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของไทย

19 กุมภาพันธ์ 2559

ฉบับที่แล้วดิฉันได้ปูพื้นเรื่องปัญหาการจัดการภาครัฐในการจัดการ ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้งเป็นอย่างไร มีปัญหาตรงไหน

ฉบับที่แล้วดิฉันได้ปูพื้นเรื่องปัญหาการจัดการภาครัฐในการจัดการ ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้งเป็นอย่างไร มีปัญหาตรงไหน

ขณะเดียวกัน ได้นำสถิติข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยตั้งแต่ปี 2534-2554 พบว่า ความเสียหายจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2534 มีความเสียหายแค่ 4,500 ล้านบาท ปี 2538-2539 มีความเสียหายครั้งใหญ่ประมาณ 7,000 ล้านบาท

ทว่า นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ความเสียหายทวีความรุนแรงขึ้น โดยน้ำท่วมในปี 2543 เกิดความเสียหาย 1 หมื่นล้านบาท ปี 2545 เสียหาย 1.8 หมื่นล้านบาท ล่าสุดปี 2553 มีความเสียหายกระจายไปทั่วประเทศครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรมถึง 1.6 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด ในปี 2554 ธนาคารโลกประเมินว่าความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่และยาวนานในประเทศไทยกว่า 1.4 แสนล้านบาท

ในการจัดการน้ำของรัฐนั้น ส่วนใหญ่นำโดยกรมชลประทานตั้งแต่อดีตเน้นการจัดหาน้ำในฤดูแล้งให้มากขึ้น เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำ รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้แต่การจัดการน้ำ ในระบบชลประทานราษฎร์หรือเหมืองฝายของชาวบ้านก็เป็นการจัดการเพื่อหาน้ำเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วนประมาณ 162,150 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรสูงถึง 75% ของความต้องการน้ำทั้งหมด แต่ขณะนี้เรามีแหล่งกักเก็บน้ำทั้งประเทศได้เพียง 7.8 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน การพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศนับวันยิ่งจะยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เช่น มีการต่อต้านการสร้างเขื่อน การมีปัญหาด้านการชดเชยชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศของป่าไม้ ซึ่งทำให้เห็นว่าการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกต่อไป เราอาจจะต้องหันมาเริ่มจัดการ หรือจำกัดอุปสงค์การใช้น้ำด้วย ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงกติกาและเครื่องมือในการจัดสรรน้ำที่ต้องทำให้เป็นระบบและชัดเจน เพื่อที่จะให้เกิดสมดุลระหว่างความต้องการใช้น้ำกับปริมาณน้ำที่มีมากขึ้น

ทีนี้ถ้ามาพิจารณากระบวนการจัดการจะพบว่า ประเทศไทยมีคณะกรรมการหลัก 2 คณะกรรมการที่มีความเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำและการบริหารจัดการเขื่อน

1.คณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งมีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นประธาน ร่วมกับกรมชลประทาน กฟผ. และหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 20 หน่วยงาน มีหน้าที่กำหนดเป้าหมาย ความต้องการใช้น้ำตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ตลอดช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน พ.ย.ของทุกปีเป็นต้นไป โดยจะพิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

• ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำในวันที่ 1 ม.ค.ของทุกปี

• การตรวจสอบปริมาณการเพาะปลูกชนิดของพืชที่ปลูก และปริมาณความต้องการการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่

กรมชลประทานจะมีหน้าที่ไปหารือกับเกษตรกรและผู้ใช้น้ำในแต่ละพื้นที่เพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้ หลังจากนั้นกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงมาร่วมกันวางแผนการระบายน้ำในรายละเอียดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำและประกาศให้เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทราบ

2.คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประกอบไปด้วยหลายองค์กร เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทกศาสตร์ เป็นต้น คณะอนุกรรมการนี้มีหน้าที่ร่วมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และการวางแผนการระบายน้ำที่เหมาะสมตลอดช่วงฤดูฝน รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมตลอดปี

มาตรการสำคัญที่ใช้ ได้แก่

มีแผนการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำในช่วงต้นฤดูฝนเพื่อรองรับน้ำที่คาดว่าจะมีมาตลอดฤดูฝน

ควบคุมระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำด้วยเส้นระดับน้ำควบคุม (Operating Rule Curve)

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นในเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้งที่ยังพบเห็นกันอยู่ ได้แก่

1.ข้อมูลเรื่องปริมาณความต้องการการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ ที่นำมาพิจารณานั้นมาจากการประมาณการของเกษตรกร ซึ่งถือว่าน้ำที่จะได้มานั้นมีมูลค่า 0 บาท หรือไม่มีราคา เพราะฉะนั้นปริมาณที่ประมาณการออกมาอาจจะมากกว่าความจำเป็นจริงๆ ก็ได้

2.เมื่อใดที่น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีระดับต่ำจะมีการประกาศให้ลดการปลูกพืชฤดูแล้ง และไม่ให้ทำนาปรัง แต่ก็มีบางที่ที่ชาวนาและชาวไร่ยอมเสี่ยงและปลูกข้าวนาปรังหรือพืชอื่นๆ โดยไม่ฟังคำเตือนของภาครัฐ

ดังนั้น เมื่อทำไปแล้วน้ำไม่เพียงพอ ก็ใช้วิธีไปขอร้องหรือกดดันกรมชลประทานให้ปล่อยน้ำไปที่ไร่นาของตนเอง หรือบางคนใช้เครื่องสูบน้ำสูบออกไปจากคลองชลประทาน ปัญหานี้ทำให้เห็นว่า รัฐยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉบับหน้าเรามาดูปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมของรัฐกันต่อ...

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน