posttoday
ญาติสนิทคิดไม่ซื่อคดีข่มขืน-ถ่ายคลิปเกลื่อน

ญาติสนิทคิดไม่ซื่อคดีข่มขืน-ถ่ายคลิปเกลื่อน

29 กรกฎาคม 2553

สังคมปัจจุบันเสื่อมทรามลง ยากที่จะเยียวยาหาทางแก้ไข มีคดีน่าอนาถใจให้เห็นอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่ลูกในไส้เลือดในอกแท้ๆ พ่อใจชั่วก็ยังข่มขืนได้ลงคอ

สังคมปัจจุบันเสื่อมทรามลง ยากที่จะเยียวยาหาทางแก้ไข มีคดีน่าอนาถใจให้เห็นอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่ลูกในไส้เลือดในอกแท้ๆ พ่อใจชั่วก็ยังข่มขืนได้ลงคอ

โดย...ธนก บังผล

สังคมปัจจุบันเสื่อมทรามลง ยากที่จะเยียวยาหาทางแก้ไข มีคดีน่าอนาถใจให้เห็นอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่ลูกในไส้เลือดในอกแท้ๆ พ่อใจชั่วก็ยังข่มขืนได้ลงคอ

จากข้อมูลของ ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ระบุตัวเลขคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปี เห็นแล้วต้องตกใจ เพราะสถิติที่เหยื่อเข้าร้องขอความช่วยเหลือสูงขึ้นเกือบเท่าตัว

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ พ.ศ. 2543 จนถึง พ.ศ. 2552 มีผู้ร้องขอให้ช่วยเหลือมากถึง 45,164 ราย เฉพาะปี 2552 แยกได้เป็น 4 ประเด็น อันดับแรกคือ คดีข่มขืนและอนาจาร 522ราย อายุต่ำสุดแค่ 5 เดือน 1 ราย อายุสูงสุด 60 ปี 1 ราย

ช่วงอายุที่ผู้เสียหายถูกกระทำมากที่สุดคือ ระหว่าง 12-15 ปี มี 225 ราย ส่วนช่วงอายุอื่นๆ อีก 295 ราย เปรียบเทียบกับสถิติคดีข่มขืนและอนาจารในปี 2551 มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น 184 ราย

อันดับที่สอง เป็นเรื่องการทารุณกรรมและกักขัง 475 ราย อายุต่ำสุด 1 ปี 1 ราย อายุสูงสุด 67 ปี 1 ราย ช่วงอายุที่มีผู้เสียหายมากที่สุดจำนวน 271 ราย อยู่ในช่วงอายุ 5-10 ปี

อันดับที่สาม การบังคับหรือการล่อลวงให้ค้าประเวณี ในปี 2552 มีผู้เสียหาย 94 ราย อายุต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 42 ปี ช่วงอายุของผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนมากที่สุดระหว่าง 21-25 ปี มี40 ราย

และสุดท้ายคือ ภัยจากอินเทอร์เน็ตและถูกถ่ายคลิปวิดีโอ ซึ่งสถิติผู้เสียหายสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเท่าตัว ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 49 ราย อายุต่ำสุด 3 ปี 1 ราย อายุสูงสุด 32 ปี 1 ราย ช่วงอายุที่มีผู้เสียหายมากที่สุด คืออายุระหว่าง 16-20 ปี มี 21 ราย

ปวีณา บอกว่า สถิติ 10 ปีที่ผ่านมา คดีข่มขืนและอนาจารมีจำนวนมากขึ้นเกือบเท่าตัว ที่น่าตกใจผู้กระทำเป็นญาติสนิทและเป็นพ่อของผู้เสียหายเอง โดยปกติการข่มขืนอนาจารเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ผู้เสียหายไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร

“ภัยจากอินเทอร์เน็ตเป็นภัยร้ายรูปแบบใหม่ในโลกไซเบอร์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาเพียงไม่กี่ปี มีตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเช่นกัน และเป็นภัยที่ป้องกันได้ยากมาก เพราะเยาวชนส่วนใหญ่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการศึกษาและหาความรู้ หากใช้ในทางที่ถูกก็จะมีประโยชน์มาก แต่ถ้าใช้ในทางที่ผิดจะเป็นโทษอย่างมหันต์”

มีหลายรายที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตสุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อถูกขืนใจ หรือล่อลวงไปเสพยาเสพติด บางรายถูกถ่ายคลิปอนาจาร หรือช่วงชายหญิงเป็นแฟนรักกันอยู่ ฝ่ายชายอาจถ่ายคลิปไว้เพื่อดูเล่น เมื่อเลิกรากันต้องการแบล็กเมล์นำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ถือว่าเป็นภัยร้ายที่ผู้ปกครองเด็กและตัวเด็กเองไม่ควรมองข้าม

พ.ต.ท.อุเทน นุ้ยพิน สารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวน 3 กองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 (สว.กก.สส.3 บก.สส.ภ.1) ซึ่งทำคดีจับผู้ต้องหาคดีล่อลวงเด็กไปข่มขืนแล้วถ่ายคลิป หรือแม้แต่คดี “แอนนา วงแจมป์” เปิดเผยสถิติที่เคยทำคดีลักษณะนี้ว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คดีล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนมีอัตราการแจ้งความเพียง 1 ใน 3 สาเหตุที่แจ้งความน้อยเพราะผู้เสียหายยังเป็นเด็ก กลัว และได้ไม่คุ้มเสีย

คดีข่มขืนที่เยอะขึ้นส่วนใหญ่มาจากวิวัฒนาการการเข้าถึงสื่อกระตุ้นให้คนอยากเจอกันง่ายขึ้น สมัยก่อนใช้เขียนจดหมาย แต่สมัยใหม่ใช้โทรศัพท์ออดอ้อน มีรูป ทำให้คนอยากรู้จักจนกลายเป็นอยากมีความสัมพันธ์ทางเพศ

วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีทำให้อาชญากรรู้แบ็กกราวด์ของเหยื่อเป็นอย่างดี ว่าบางคนอาจจะเป็นลูกตำรวจ พ่อเป็นทหาร พ.ต.ท.อุเทน วิเคราะห์ว่า นั่นหมายความว่าเมื่ออาชญากรกลัวถูกจับ จึงต้องฆ่าเหยื่อทิ้ง เป็นเหตุให้เกิดคดีที่รุนแรงมากขึ้น

ส่วนการถ่ายคลิปวิดีโอ ข้อมูลในเมมโมรีการ์ดหรือคอมพิวเตอร์ทำอย่างไรก็ลบไม่หมด แต่เป็นเพราะผู้หญิงคิดว่าถ่ายแล้วลบได้ ซึ่งความจริงก็กู้คืนได้ จึงทำให้เกิดการแบล็กเมล์ของผู้ต้องหาซ้ำแล้วซ้ำอีก

สำหรับการจับผู้ต้องหาในคดีทำความผิดกรณีถ่ายคลิปวิดีโอ พ.ต.ท.อุเทน อธิบายจากกรณีแอนนา วงแจมป์ ว่า ตำรวจที่ทำคดีต้องมีจิตสำนึก การที่จะให้ผู้เสียหายมาแจ้งความนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะบอบช้ำมากพอแล้ว

“ผู้ปกครองบางคนเข้าใจผิดว่าเมื่อลูกตัวเองถูกถ่ายคลิปแล้วต้องไปแจ้งความ ความจริงแล้วแค่ส่งเรื่องเป็นพรายกระซิบ ทำให้ไม่เป็นข่าวก็ได้ ตำรวจสามารถดำเนินคดีได้ เพราะถือว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดเผยแพร่ภาพลามกอนาจารทางเว็บไซต์และหมิ่นประมาท”

แต่ที่ถือว่าเลวร้ายที่สุดคือญาติสนิท รวมถึงพ่อบังเกิดเกล้าที่ข่มขืนลูก เกือบทุกครั้ง พบว่ามีการข่มขืนอย่างต่อเนื่องยาวนาน หากไม่ท้องหรือเด็กแสดงอาการผิดปกติคนในบ้านก็แทบจะไม่รู้ เพราะเด็กถูกผู้ต้องหาข่มขู่ไว้ว่าจะโดนทำร้ายหากแพร่งพรายให้คนอื่นทราบ

พ.ต.ท.อุเทน กล่าวอีกว่า คดีเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนใหญ่เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อจะไม่บอกพ่อแม่เพราะกลัวถูกตี จึงทำให้ไม่พูดความจริง หรือพูดความจริงไม่หมด ดังนั้น การตั้งคดีจึงเพี้ยนตั้งแต่ต้น คดีเช่นนี้ต้องทำใจ ตำรวจจึงไม่ควรตั้งต้นที่ผู้เสียหาย แต่ควรเริ่มที่ตัวเองว่าจะดำเนินคดีอย่างไร

“ที่น่ารู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ คดีล่วงละเมิดทางเพศและคดีข่มขืนนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดกับผู้ชายกับผู้หญิง การข่มขืนใจนั้นผู้ชายกับผู้ชายก็ได้ หรือผู้หญิงกับผู้หญิงก็ได้ หากเกิดการล่วงละเมิดก็สามารถให้ตำรวจดำเนินคดีได้ทันที”

ขณะที่ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (ปคม.) เตือนผู้ที่จ้องกระทำผิดว่า ขณะนี้มีกฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยตรง|ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษรุนแรง จึงขอเตือนผู้คิดกระทำผิดให้ตระหนัก แม้แต่พ่อแม่ก็ตกเขียวขายลูกไม่ได้อีกแล้ว จะมาบอกว่าเรื่องในครอบครัว อย่ายุ่ง กฎหมายไม่ยอมอีกต่อไป

สำหรับผู้ที่คิดจะหลอกลวงผู้อื่นไปขายหรือทำการค้ามนุษย์ ยืนยันพวกท่านหนีไม่รอดเพราะตำรวจ ปคม.ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น สหรัฐอเมริกากำลังจับตามองไทยอยู่ และขอให้คิดมุมกลับว่าถ้าใครมาหลอกลวงญาติพี่น้องพวกท่านบ้างจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นขอให้คิดถึงอกเขาอกเรา

แน่นอนว่าปัญหาค้ามนุษย์หรือปัญหาสังคมอื่นๆ โดยเฉพาะพ่อข่มขืนลูก ถือเป็นกรณีสลดที่สะท้อนความเสื่อมทรามในสังคมได้อย่างดี การกระทำความผิดลักษณะนี้ยังจะเกิดขึ้นอีก และจะยังอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป หากผู้บังคับใช้กฎหมายไม่นำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง คนใจชั่ว พ่อใจทรามก็คงไม่หลาบจำ !!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท