posttoday
ปั่นป่วน

ปั่นป่วน

18 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ตลาดหุ้นทั่วโลกเปิดศักราชปี 2016 ด้วยความปั่นป่วน ซึ่งมีความหมายโดยตรงว่าขึ้นๆ ลงๆ อย่างรุนแรง แต่แฝงความหมายว่าลดลง เพราะหากเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงจะมีน้อย และเสียงบ่นจะไม่มี

หลายคนงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น และที่สำคัญจะมีผลกระทบต่อไปอีกยาวนานแค่ไหน มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคบอกผมว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังอยู่ในวัฏจักรขาลงขนาดใหญ่ที่ยังเหลืออายุอีกเป็นปีกว่าจะสิ้นสุด แต่ส่วนตัวผมขอแนะนำทุกท่านที่ได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองนี้ว่า ขอให้ฟังหูไว้หู เพราะการไม่ลงทุนในขณะที่หุ้นราคาถูกอาจทำให้เสียโอกาส แต่ทั้งนี้ต้องศึกษาให้เข้าใจพื้นฐานที่แท้จริงของหุ้นตัวที่จะลงทุน มิฉะนั้นที่คิดว่าทั้งถูกและดีอาจจะไม่ถูกและดีอย่างที่คิด

ก่อนที่จะพยายามอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น อยากให้ทุกท่านเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังเปิดปีใหม่มาเพียงประมาณเดือนเศษ ดัชนีตลาดหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลกลดลงโดยเฉลี่ยสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ บางตลาดและหุ้นบางกลุ่มลงแรงกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแบงก์ในยุโรป นำโดยธนาคารยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีคือดอยช์แบงก์ ซึ่งภายในไม่กี่สัปดาห์ราคาหุ้นลดลงประมาณ 40% ผิดปกติวิสัยของหุ้นบลูชิปในตลาดที่พัฒนาแล้ว

มาถึงสาเหตุของความปั่นป่วน พูดแบบกว้างๆ คือ ตลาดมีแต่ข่าวร้าย ไม่มีข่าวดี และเมื่อลงในรายละเอียด ข่าวที่ไม่สู้จะดีมีอยู่ด้วยกันหลายแง่หลายมุม ดังนี้

หนึ่ง เศรษฐกิจโลกนอกจากจะไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรแล้ว ยังทำท่าจะหันหลังกลับ และอาจถึงกับถดถอยได้ ประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ จีน ซึ่งประกาศตัวเลขจีดีพีปี 2015 ไว้ที่ 6.9% ต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนนินทาว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่า ทางการจีนชอบปิดบังและบิดเบือนข้อมูลเพื่อรักษาภาพลักษณ์ อัตราการเติบโตที่แท้จริงอาจต่ำกว่านี้มาก และที่สำคัญ ปีต่อๆ ไปอาจจะยิ่งแย่ลงไปอีก

อีกกลุ่มหนึ่งที่ปัญหาเริ่มกลับมาคือกลุ่มยุโรปใต้ นำโดยกรีซที่กลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย บวกกับการชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่เริ่มกลับมาเช่นกัน ส่วนอิตาลีกับอีกบางประเทศเศรษฐกิจย่ำอยู่กับที่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของยูโรโซนที่กล่าวได้ว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ

นอกจากนี้ ก็มีกลุ่มประเทศที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาจมีปัญหา คือกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน วัตถุดิบและพืชผลเกษตร เพราะรายได้ลดลงมาก

ญี่ปุ่นเองก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาไม่ตก การขึ้นภาษีค้าปลีกเมื่อ 2 ปีก่อนยังมีผลกระทบต่อการบริโภคต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลพยายามแก้ด้วยการอัดฉีดมากขึ้น เรียกร้องให้ธุรกิจปรับเงินเดือนพนักงานให้สูงขึ้น แต่ก็ยังไม่บังเกิดผล

มีเพียงสหรัฐ กลุ่มยุโรปเหนือ และอินเดีย ที่ยังเติบโตดี แต่รวมกันแล้วอาจจะยังน้อยกว่าส่วนที่หายไปของจีนประเทศเดียว

สอง เกิดความกังวลว่า ระบบธนาคารของโลกจะมีปัญหา โดยมีจุดใหญ่ๆ 2 จุด คือยุโรปจุดหนึ่ง และจีนอีกจุดหนึ่ง

ที่ยุโรป ชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ ดอยช์แบงก์ ปัญหาของดอยช์แบงก์ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ ปีที่แล้วถูกปรับร่วมกับอีกหลายธนาคารเรื่องเจตนาบิดเบือนอัตราดอกเบี้ย
ไลบอร์ นอกจากนี้ ก็มีเรื่องขาดทุนจากการลงทุนอื่นๆ ทำให้มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 นับเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปี

เดือนที่แล้ว ดอยช์แบงก์เขย่าขวัญตลาดด้วยการประกาศจะไม่จ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้บังคับแปลงสภาพกรณีฉุกเฉิน หรือโกโก้ ทำให้ถูกตั้งคำถามเรื่องความมั่นคง มีการเปรียบเทียบธุรกิจของดอยช์แบงก์เป็นเหมือนแชร์ลูกโซ่ ล่าสุดดอยช์แบงก์ออกมาให้ข่าวว่าจะกลับมาจ่ายดอกเบี้ยโกโก้สำหรับปี 2016 อย่างแน่นอน รวมทั้งพยายามสร้างภาพลักษณ์ความมั่นคงด้วยการประกาศวงเงินซื้อหนี้คืนจากตลาด นอกจากนี้ รัฐบาลเยอรมนียังออกมาช่วยยืนยันความแข็งแกร่งให้ด้วย ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า จะทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนกลับมาได้หรือไม่

นอกจากดอยช์แบงก์แล้ว ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ก็ตกต่ำเกือบจะถ้วนหน้าในยุโรป ธนาคารขนาดใหญ่ในอิตาลี 2-3 แห่ง ถูกทางการสอบถามเรื่องเอ็นพีแอล ว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารได้จริงหรือไม่

สาเหตุหลักที่ทำให้ระบบธนาคารในยุโรปเปราะบาง นอกจากเรื่องเอ็นพีแอลแล้ว ก็ยังมีเรื่องตลาดพันธบัตรของประเทศในกลุ่มยุโรปใต้ที่ราคาตกต่ำลงมาก ทำให้ระบบธนาคารต้องตั้งสำรองสูง หลายธนาคารขาดทุน หรือมีทุนไม่เพียงพอจนต้องเพิ่มทุน เช่นที่เกิดในสเปนเมื่อหลายปีก่อน

อีกประเทศหนึ่งที่ระบบธนาคารมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาคือจีน เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การลงทุนที่สูงเกินตัวในอดีต การขาดทุนในตลาดหุ้น มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่ยังต่ำ และกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่ยังไม่ใคร่โปร่งใส ทำให้ตลาดขาดความมั่นใจว่าระบบธนาคารในที่สุดจะขาดทุนมากน้อยเพียงไร มีกองทุนรองรับเพียงพอหรือไม่ นักวิเคราะห์บางรายถึงฟันธงว่า ปัญหาในระบบธนาคารจีนใหญ่กว่าวิกฤตสถาบันการเงินโลกเมื่อ 7-8 ปีก่อนเสียอีก

สาม ผู้ลงทุนเกิดความรู้สึกหวาดกลัวว่า ปัญหาที่เกิดกับเศรษฐกิจและการเงินของโลกเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นสารพัดนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหา แต่ก็ไม่สำเร็จ มาตรการล่าสุดคือการทำดอกเบี้ยให้ติดลบทั้งในยุโรปและญี่ปุ่นก็ไม่น่าเลื่อมใสมากนัก ผลเสียอาจจะมีมากกว่าผลดีด้วยซ้ำไป กล่าวคือจะเป็นภาระกับระบบธนาคารมากขึ้น เพราะต้องเป็นฝ่ายจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารกลาง นอกจากนี้ การประกาศจะทำให้ดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นอาจเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจมีปัญหามากกว่าที่คิดและผู้รับผิดชอบจนปัญญาหาวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

สี่ ตลาดทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน เมื่อเห็นความผันผวนก็เรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเป็นการชดเชย หรือมิฉะนั้นก็หันเหไปหาตลาดที่คิดว่าเสี่ยงน้อยกว่า เราได้เห็นราคาทองสูงขึ้นสวนทางกับโลหะและวัตถุดิบชนิดอื่น เราได้เห็นค่าเงินเยนแข็งขึ้นทั้งๆ ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแอลง เราได้เห็นดัชนีตลาดหุ้นในสหรัฐลดลงทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐไม่มีปัญหาแต่ประการใด

ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ เราเห็นตลาดหุ้นขึ้นลงตามราคาน้ำมัน แทนที่จะสวนทางกัน กล่าวคือ แทนที่ตลาดจะรู้สึกว่า ราคาน้ำมันลดลงเป็นผลดีกับการบริโภคและกับเศรษฐกิจโดยรวม กลับมองว่าเป็นผลร้ายกับประเทศผู้ผลิตและกับบริษัทในกลุ่มพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ก่อนจบ ผมอยากแนะนำท่านผู้อ่านว่า อย่าได้ตกอกตกใจจนเกินกว่าเหตุ แม้เศรษฐกิจจะโตช้า แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ย สำหรับปัญหาของดอยช์แบงก์และของระบบธนาคารจีน สถานการณ์ก็อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่หลายคนเกรงกลัว เพราะทั้งเยอรมนีและจีนต่างเป็นประเทศที่เกินดุลสูงด้วยกันทั้งคู่ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ช่วยเพิ่มทุนให้กับระบบธนาคารของตัวเองได้ ถ้าเห็นว่าจำเป็น โดยจะไม่ล้มละลายหรือกลายเป็นภาระให้กับประเทศอื่น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท