posttoday
เติมงบปี’60 ดันเศรษฐกิจผ่านมรสุม

เติมงบปี’60 ดันเศรษฐกิจผ่านมรสุม

17 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การประกาศตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจจริงปี 2558 และประมาณการเศรษฐกิจปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สร้างความหวั่นวิตกในความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยให้กับนักลงทุนและประชาชนเพิ่มมากขึ้น

ตัวเลขจริงของเศรษฐกิจปี 2558 ขยายตัวได้ 2.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.9% ซึ่งถือว่าขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ เนื่องจากมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วจำนวนมาก

ที่สำคัญการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.3% เท่านั้น โดยมีช่วงการขยายตัวอยู่ที่ 2.8-3.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% ซึ่งทำให้นักลงทุนและประชาชนเริ่มวิตกว่าเศรษฐกิจปีนี้มีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% เหมือนปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เมื่อดูการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 2.8% ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 2.9% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นเศรษฐกิจถดถอยในทางเทคนิค หากการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้น้อยกว่า 2.8% จะทำให้สะเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งถือเป็นนักวิชาการที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล เพราะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกมาให้ความเห็นทันทีอย่างตรงไปตรงมาว่า การขยายตัวเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาทำได้ 2.8% ถือว่าน่าผิดหวัง หากเทียบกับมาตรการต่างๆ จำนวนมากที่รัฐบาลออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการเร่งเบิกจ่ายมาตรการกระตุ้นเร่งด่วน 1.36 แสนล้านบาท ภาษีช็อปช่วยชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการที่ออกมาให้มีผลดันเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาทั้งนั้น

แต่ทว่าผลที่ออกมาทำให้เห็นว่ามาตรการไม่มีแรงเหวี่ยงเพียงพอจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3% ตามที่รัฐบาลต้องการ ถึงแม้ว่าการขยายตัวเศรษฐกิจ 2.8% ไม่ได้ห่างจาก 3% มาก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าผลของมาตรการกระตุ้นที่ออกมายังไม่เข้าเป้า โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ล่าช้า ทำให้เศรษฐกิจไทยปลายปีที่ผ่านมายังอ่อนแรง รวมถึงเศรษฐกิจโลกซึมมากกว่าที่คาดการณ์ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำทำให้รัฐบาลไม่สามารถดึงกำลังซื้อของคนทั้งประเทศให้มาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้มาก

ธนวรรธน์ ระบุว่า ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดตอนนี้คือเศรษฐกิจปีนี้ โดยเฉพาะไตรมาสแรก เพราะขนาดปลายปีที่แล้วผลกระทบน้อยกว่าไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังเข็นไปไม่ได้ไกล และตอนนี้ปัจจัยลบเพิ่มมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจจีนชะลอตัวรุนแรง การประกาศตัวเลขการส่งออกเดือน ม.ค. 2559 ของประเทศจีนในรูปของเหรียญสหรัฐขยายตัวติดลบ 11.2% ขณะที่การนำเข้าขยายตัวติดลบถึง 18.8% ด้านญี่ปุ่นประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาขยายตัวติดลบ 1.4% การส่งออกขยายตัวติดลบ 0.9% และนำเข้าขยายตัวติดลบ 1.4% ย่อมกระทบกับประเทศคู่ค้าสำคัญรวมถึงประเทศไทยด้วย

“ตอนนี้สัญญาณเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย เศรษฐกิจโลกที่คิดว่าจะฟื้นก็เกิดช็อกไปอีก ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้ยังจะขยายตัวได้มากกว่าปีที่ผ่านมา คือมากกว่า 3% แต่รัฐบาลก็อยากเห็นเศรษฐกิจขยายตัว
ได้ไม่น้อยกว่า 3.5% ก็ต้องดูกันว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจจากปลายปีที่แล้วน้อย และ
ผลกระทบเศรษฐกิจปีนี้มีมากและรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา” ธนวรรธน์ ให้ความเห็น

ข้อมูลและความเห็นดังกล่าว ต้องถือว่าเศรษฐกิจปีนี้อาการไม่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก จากที่รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ใกล้ 4% มากที่สุด หากดูตามการประมาณการของกระทรวงการคลังที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.7% ก็ดูมีความเป็นไปได้ยากมากขึ้นในทันที

นอกจากนี้ หากดูประมาณการเศรษฐกิจของ สศช.ที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.8-3.8% นั้น มาจากการบริโภคเอกชนขยายตัวได้ 2.7% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 3.2% การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 11.2% และการส่งออกขยายตัวได้ 1.2% ซึ่งแรงขับเคลื่อนต่างๆ ที่ประมาณการไว้ใกล้เคียงกับกระทรวงการคลัง ต่างกันมากก็คือการส่งออกที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวได้ 0.2% ส่งผลให้การประมาณการส่งออกของ สศช.มองภาพที่ดีเกินจริง ซึ่งหากการส่งออกขยายตัวได้ต่ำเหมือนที่กระทรวงการคลังคาดจะทำให้การประมาณการเศรษฐกิจของ สศช.ตกอยู่ระดับแนวรับที่ต่ำสุด 2.8% ได้ไม่ยากในทันที

ภาวะเศรษฐกิจที่แนวโน้มไม่ดีตั้งแต่ต้นปี ทำให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องออกเดินสายเรียกความเชื่อมั่นยกใหญ่ หลังจากที่ สศช.ประกาศตัวเลข สมคิดได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทำงบประมาณรายจ่ายปี 2560 ทันที โดยออกมาระบุว่าได้ให้หน่วยงานต่างๆ เร่งตัดงบประมาณที่ขอมาทั้งหมด 3.31 ล้านล้านบาท ให้เหลือ 2.73 ล้านล้านบาท ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้เสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อเดินหน้าให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบ

เป้าหมายสำคัญของการเร่งทำงบประมาณปี 2560 เพราะต้องการให้งบลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการทำการจัดซื้อจัดจ้างไปพร้อมกับการพิจารณาของ สนช.เหมือนปีที่ผ่านมา และให้มีการเซ็นสัญญาลงทุนทันทีเมื่องบประมาณปี 2560 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ย. 2559 เป็นการเติมเม็ดเงินเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

งบประมาณปี 2560 กำลังเป็นตัวช่วยท้ายๆ ของรัฐบาล เพราะมาตรการต่างๆ ที่ออกมาได้มีการใส่ไว้ในประมาณการที่ออกมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทำงบปี 2559 เพิ่มเติม 5.6 หมื่นล้านบาท การโอนงบลงทุนปี 2559 ที่จัดซื้อจัดจ้างไม่ทันสิ้นเดือน มี.ค.นี้ อีก 5 หมื่นล้านบาท ไปใช้ในโครงการที่มีความพร้อมมากกว่า ล้วนเป็นเม็ดเงินเก่าในระบบเศรษฐกิจที่รอการเบิกจ่ายเท่านั้น

สำหรับเม็ดเงินใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ ก้อนใหญ่จึงหนีไม่พ้นเงินจากงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะมีมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายออกมาอย่างเข้มข้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท เพราะหากเล็งดันให้เงินลงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยผ่านมรสุมไปได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย