
กรณี Burberry ฟ้อง J.C. Penney
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
น านๆ ก็จะได้ยินเสียงเรียกร้องจากผู้อ่านบางท่านให้เขียนกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาบ้าง ซึ่งกรณีพิพาทที่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มีทั้งเรื่องสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า แต่สิทธิบัตรนั้นยังเป็นเรื่องที่เข้าใจกันยาก เพราะมีเรื่องทางเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ เคมี ชีวะ ก็เป็นเรื่องทางวิศวกรรม หรือชีวภาพ และที่สำคัญ คนทั่วๆ ไปยังเรียกสับสนกันอยู่ หลายๆ ท่านที่พบกับผู้เขียนก็ยังเรียกว่าเป็นการจดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนจึงคิดว่าหาเรื่องที่เป็นที่เข้าใจของผู้อ่านเป็นส่วนใหญ่ดีกว่า พอดีเห็นมีเรื่องที่น่าจะเป็นที่น่าสนใจของผู้อ่านทั่วๆ ไป คือเรื่องเครื่องหมาย
การค้า โดยเฉพาะเป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงที่รู้จักกันทั่วไป
ประกอบกับเรื่องปลายปีที่แล้วได้มีคดีเครื่องหมายบริการ ที่เป็นประเด็นร้อนที่หลายๆ ท่านได้อ่านข่าวกันแล้ว เกี่ยวกับที่บริษัท ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ ลวงขายบริการทางการเงิน โดยเลียนเครื่องหมายบริการของบริษัท ซีเอฟจีเซอร์วิส ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” ทำให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิด จนเป็นเหตุให้เข้าไปทำธุรกรรมต่างๆ ด้วย เกิดความเสียหาย ทั้งกับเจ้าของกิจการและผู้บริโภค ทำให้ต้องมีการฟ้องร้องกันขึ้น
เรื่องเครื่องหมายการค้า (รวมเครื่องหมายบริการด้วย) จึงน่าจะยังอยู่ในความสนใจ และเป็นที่เข้าใจของผู้อ่านหลายๆ ท่าน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่สามารถหยิบยกเรื่องราวที่เป็นคดีความ การฟ้องร้องกันในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางของประเทศไทยเล่าสู่กันฟัง หรือวิเคราะห์วิจารณ์ได้ หากคดียังไม่ถึง
ที่สุด จึงเห็นว่าการหยิบยกคดีที่ฟ้องร้องกันในต่างประเทศ แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักและสนใจของคนไทยมาเล่าสู่กันฟัง น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
ในครั้งนี้จึงขอยกเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้มาเล่าสู่กันฟัง นั่นก็คือคดีที่ Burberry ฟ้อง J.C. Penney ว่าลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของตน
ที่จริงแล้วเครื่องหมายการค้าไม่จำเป็นต้องเป็นแค่รูปสัญลักษณ์ หรือชื่อต่างๆ แต่ตามกฎหมายที่เหมือนกันทั่วโลกก็คือ จะเป็นชื่อตัว เป็นคำ เป็นข้อความ เป็นกลุ่มสี ตัวเลข ตัวหนังสือ ภาพหรือลายเซ็นของผู้ขอจดทะเบียนก็ได้ ขออย่างเดียวอย่าอธิบายถึงคุณลักษณะของสินค้านั้นๆ เช่น จดชื่อน้ำหอมว่ายี่ห้อ “หอมมาก” เป็นต้น ถ้าเป็นอย่างนี้จะจดเป็นเครื่องหมายการค้าไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติเครื่องหมายการค้านี้ก็ได้นำมาใช้บังคับแก่เครื่องหมายบริการโดยอนุโลมด้วย เพียงแต่ให้คำว่า “สินค้า” หมายความถึง “บริการ”
ในกรณีของบริษัทที่ผลิตสินค้าแฟชั่นทั้งหลาย นอกจากจะจดเครื่องหมายการค้าเป็นสัญลักษณ์ของตน เช่น หลุยส์ วิตตอง ชาแนล เบอร์เบอร์รี่ ฯลฯ แล้ว ยังได้จดลวดลายต่างๆ ที่มีการออกแบบไว้บนกระเป๋าหรือเสื้อผ้าไว้เป็นเครื่องหมายการค้าด้วย เนื่องจากลายเหล่านั้นมีการใช้กันมานาน เป็นที่รู้จักทั่วไป และมีชื่อเสียง เช่น ลาย LV ลายตาๆ และลายเครื่องหมายของ กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง เป็นต้น ดังนั้นแม้ตัวกระเป๋าจะไม่ติดสัญลักษณ์ของหลุยส์ วิตตอง แต่หากวัสดุที่ทำกระเป๋ามีลายที่หลุยส์ วิตตอง จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายการค้า ก็ถือได้ว่ามีการละเมิดเครื่องหมายการค้า ที่จริงแล้วอาจมีคำถามว่า ทำไมเมื่อเป็นการออกแบบลวดลายเหล่านี้ เจ้าของลายต่างๆ จึงไม่จดสิทธิบัตรออกแบบ ก็คงต้องขอบคุณระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเจ้าของสิทธิคงพิจารณาแล้วเห็นว่า การจดสิทธิบัตรออกแบบนั้นมีอายุการคุ้มครองเพียง 10 ปี ขณะที่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แม้จะมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี แต่ก็ต่อายุได้อีก 10 ปี และอีก 10 ปีไปเรื่อยๆ นั่นคืออายุการคุ้มครองจะยาวนานกว่ามาก
ในกรณีของ Burberry ก็เช่นกัน ได้มีการจดลวดลายที่ออกแบบบนกระเป๋าและผ้า ที่เป็นลักษณะเส้นๆ ตาๆ ไว้เป็นเครื่องหมายการค้าของ Burberry ด้วย และเมื่อปรากฏว่า บริษัท J.C. Penney ซึ่งเป็นบริษัทขายปลีกรายใหญ่ของสหรัฐได้ขายเสื้อคลุม (Quilted Jackets) และผ้าพันคอที่เข้าชุดกัน ที่มีลวดลายบนผ้าเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของ Burberry ทาง
Burberry จึงฟ้องบริษัท J.C. Penney ที่ศาลสหรัฐ
ทั้งนี้ Burberry แจ้งว่าได้ใช้ลายตาๆ ทางๆ สีแดง น้ำตาล (Camel) ดำและขาว รวมทั้งสีผสมอื่นๆ ตั้งแต่ปี 1920 และได้แจ้ง J.C. Penney ไปแล้วเป็นเวลา 2 เดือน แต่ J.C. Penney ก็ยังขายอยู่ และถึงแม้ว่าคุณภาพสินค้าของผู้ละเมิดจะต่ำกว่า แต่จะทำให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิด และคิดว่า Burberry แต่งตั้งหรือสนับสนุนให้ J.C. Penney ให้ขายสินค้าดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการลวงขายโดยอาศัยความมีชื่อเสียงของ Burberry แล้ว ยังทำลายชื่อเสียงและความเชื่อถือของลูกค้าที่มีต่อตรา Burberry ด้วย (Customer Goodwill)
นอกจากนี้ Burberry ยังฟ้องกลุ่ม Levy ด้วย โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแก่ J.C. Penney
ติดตามดูกันต่อว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างไร เรื่องของยักษ์สู้กับยักษ์นั้นเป็นเรื่องที่น่าติดตามดูผลดีกว่าที่จะดูผลการที่ยักษ์มาไล่บี้มดอย่างประเทศเราๆ







