
หนี้เสียจีนสะท้าน ศก.โลกหวั่นสะเทือน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้จะเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเก็งกำไรค่าเงินของจีนโดยตรง แต่ก็ต้องยอมรับว่า การออกมาให้ความเห็นของ ไคล์ บาส ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เฮย์แมน แคปิตอล มีส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาวิตกกับปัญหาในจีนอีกครั้ง
ไคล์ บาส ระบุในจดหมายถึงนักลงทุนว่า วิกฤตการณ์ด้านสินเชื่อของจีนนั้นจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการณ์ซับไพรม์ของสหรัฐ เมื่อปี 2008 ถึงเกือบ 5 เท่า และการขาดทุนของระบบสถาบันการเงินในจีนจะรุนแรงกว่าการขาดทุนของระบบสถาบันการเงินในสหรัฐถึง 400% ซึ่งในขณะนั้นภาคการเงินสหรัฐขาดทุนไปประมาณ 6.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 23 ล้านล้านบาท)
เพราะภายในเวลาเพียงแค่ 10 ปีมานี้ ระบบสถาบันการเงินของจีนมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 106.5 ล้านล้านบาท) เป็น 34.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,224 ล้านล้านบาท) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายเศรษฐกิจประเทศ แต่โครงการจำนวนมากในหลายเมืองกลับไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีการควบคุมที่ดีพอ และกลายเป็นหนี้เสียที่พอกพูนขึ้นเป็นจำนวนมาก
หมายความว่าในกรณีของจีนนั้น หากระบบสถาบันการเงินในจีนขาดทุนในสินทรัพย์ไปประมาณ 10% ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นเจ๊งยับถึงราว 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 124 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว และตามประวัติศาสตร์แล้ว จีนมีการขาดทุนในสินทรัพย์ไปเกินกว่า 10% ระหว่างรอบวัฏจักรเอ็นพีแอล
แน่นอนว่าการคาดการณ์ของเฮดจ์ฟันด์ เช่น ไคล์ บาส หรือแม้แต่พ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ที่ออกมาพูดถึงแนวโน้มการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจีนก่อนหน้านี้ ถูกนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักออกมาโต้ว่าเป็นการมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไปตามสไตล์นักเก็งกำไร
ฝ่ายวิเคราะห์ของธนาคารดอยช์แบงก์ ยืนยันว่า มีนักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์แบงก์เพียง 20% เท่านั้นที่มองว่าจีนอาจเกิดวิกฤตการณ์หนี้เสียขึ้นได้ภายในปี 2017-2019 และการคาดการณ์ของเฮย์แมน แคปิตอล ก็เป็นเรื่องที่เกินจริงมากเกินไป
เช่นเดียวกับกองทุนไชน่า อินเตอร์เนชันนัลแคปิตอล คอร์ป (ซีไอซีซี) ที่ออกมายืนยันในทิศทางเดียวกัน ตัวเลขการขาดทุนของจีนจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 53 ล้านล้านบาท) เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่เข้าขั้นวิกฤตในเร็วๆ นี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งเฮดจ์ฟันด์และนักวิเคราะห์สถาบันการเงินต่างประเทศเห็นตรงกันเป็นเสียงเดียวก็คือ จีนมีปัญหาหนี้เสียที่รุนแรงและน่ากลัวอย่างแท้จริง หากไม่มีการเร่งเข้าไปแก้ไขโดยเร็ว
จากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างเป็นทางการล่าสุดของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสถาบันการเงินจีน (ซีบีอาร์ซี) สิ้นสุดปี 2015 อยู่ที่ 1.27 ล้านล้านหยวน (ราว 6.95 ล้านล้าบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 51% จากสิ้นปีก่อนหน้า และนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จากเดือน มิ.ย. 2006
จำนวนหนี้ดังกล่าวขยับอัตราส่วนหนี้เสียขึ้นจาก 1.25% ในปี 2014 ขึ้นเป็น 1.67% สวนทางอัตราส่วนการกันสำรองหนี้เสียของระบบสถาบันการเงิน จากที่เกินกว่า 200% ลงมาอยู่ที่ราว 181%
หากรวมกับหนี้จัดชั้นพิเศษ (เอสเอ็มแอล) หรือหนี้ที่มีความเสี่ยงจะกลายเป็นหนี้เสียแล้ว ตัวเลขจะยิ่งสูงขึ้นเป็น 4.2 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 5.46% ของหนี้ทั้งหมดเลยทีเดียว
แน่นอนว่าปัญหาหนี้เสียของจีนที่ถูกซุกอยู่ใต้พรมมานานจนกองรวมเป็นปัญหาใหญ่ที่ใครๆ ก็สังเกตเห็นได้ในวันนี้เป็นผลมาจากความพยายามเร่งเติบโตของจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการกระจายความเป็นเมือง (Urbanization) ไปแทบทุกหัวระแหง พร้อมการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐาน เพื่อเร่งให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วในเวทีโลก
ขณะเดียวกันก็ยังมาจากการใช้มาตรการทางการคลังเข้าอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร้การควบคุมที่ดีพอ ในช่วงที่โลกเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ซึ่งได้ปรากฏความจริงให้เห็นในอีกหลายปีตามมาว่า เงินที่ถูกแจกจ่ายไปยังรัฐบาลท้องถิ่นถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมในหลายโครงการ ก่อให้เกิดเป็นโครงการที่อยู่อาศัย และห้างสรรพสินค้า “ร้าง” ในหลายเมืองของจีน
ตัวเลขดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เพิ่งเปิดเผยว่า ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อใหม่ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทำสถิติไปอยู่ที่ 3.42 ล้านล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากเมื่อเดือนก่อนหน้า
ขณะที่สถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล อินสติติวท์ คาดการณ์ว่า ตัวเลขหนี้เสียของจีนระหว่างปี 2007 ถึงช่วงกลางปี 2014 ได้ขยายตัวถึง 4 เท่า จาก 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 248.5 ล้านล้านบาท) ไปอยู่ที่ 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 994 ล้านล้านบาท)
ปัญหาหนี้เสียของจีนยิ่งถูกซ้ำเติมให้แย่ขึ้นไปอีกจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ความมั่งคั่งกำลังย้ายออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของจีน ลุกลามไปกระทบบรรยากาศด้านความเชื่อมั่นในทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ธุรกิจระดับล่างที่เข้าไปถึงเงินกู้ในระบบ ไปจนถึงรายใหญ่ที่กำลังเสี่ยงต่อการเบี้ยวหนี้มากขึ้น
เฉินชู่จิน นักวิเคราะห์จากดีบีเอส วิคเคอร์สบอกว่า หนี้เสียอย่างเป็นทางการของจีนที่ปรากฏให้เห็นรุนแรงขึ้นในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งยังสะท้อนถึงความกังวลของผู้ปล่อยกู้ ที่วิตกว่าจะไม่สามารถทวงหนี้คืนได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ได้ ทำให้ทางแบงก์เร่งตื่นตัวในการติดตามทวงหนี้กันมากขึ้น ซึ่งทางแบงก์คาดว่าสถานการณ์หนี้เสียในระบบการเงินของจีนจะยังไม่มีทีท่าดีขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงปลายปีนี้
ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทางการจีนเองเริ่มตระหนักมากขึ้นเช่นกันว่า เป็นปัญหาที่โลกกำลังจับตา และจีนไม่อาจยกวลีเดิมๆ ที่ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 113.6 ล้านล้านบาท) หรือใช้เงินมหาศาลในมือมาสยบปัญหาต่างๆ เหมือนเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากยิ่งจีนปฏิรูปเปิดกว้างทางการเงินเชื่อมต่อกับโลกมากขึ้น จีนก็เผชิญความผันผวนมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะผ่านทางตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หรือความเสี่ยงของทุนไหลออกก็ตาม
ล่าสุด พีบีโอซีเริ่มดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนภาคการเงินมากขึ้น ทั้งการออกไกด์ไลน์กลุ่มสถาบันการเงินให้สนับสนุนให้ปล่อยกู้ที่จำเป็น และการเข้าไปควบคุมการปล่อยกู้ภาคธุรกิจที่ไม่ทำเงิน หรือไม่มีความจำเป็นเพื่อควบคุมการขยายตัวของหนี้เสีย ที่กำลังพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี
เพราะปัญหาของจีนครั้งนี้ใหญ่และซับซ้อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และจีนย่อมไม่อาจปล่อยให้ตัวเองได้ชื่อว่าเป็นต้นตอวิกฤตโลกครั้งใหม่ได้อย่างแน่นอน







