posttoday
อัยการ รับไม้ต่อคดีก่อการร้าย ชี้ชะตาแกนนำเสื้อแดง

อัยการ รับไม้ต่อคดีก่อการร้าย ชี้ชะตาแกนนำเสื้อแดง

29 กรกฎาคม 2553

29 ก.ค. เป็นวันสำคัญที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะส่งฟ้องสำนวนคดีก่อการร้ายให้ อัยการฝ่ายคดีพิเศษ พิจารณาสั่งคดี

29 ก.ค. เป็นวันสำคัญที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะส่งฟ้องสำนวนคดีก่อการร้ายให้ อัยการฝ่ายคดีพิเศษ พิจารณาสั่งคดี

โดย...ทีมข่าวการเมือง


อัยการ รับไม้ต่อคดีก่อการร้าย ชี้ชะตาแกนนำเสื้อแดง

เบื้องต้นดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาชุดแรกรวม 26 คน ในจำนวนนี้มีทั้งผู้ต้องหาที่ถูกฝากขังและถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ผู้ต้องหาที่หลบหนี ผู้ต้องหาที่อยู่ต่างประเทศ และกลุ่มผู้ต้องหาคดีวางระเบิดข้างพรรคภูมิใจไทย

อาทิ กลุ่มแกนนำ นปช. วีระ มุสิกพงศ์ นพ.เหวง โตจิราการ ก่อแก้ว พิกุลทอง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขวัญชัย สาราคำ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก นิสิต สินธุไพร รวมถึง 3 สส.พรรคเพื่อไทย จตุพร พรหมพันธุ์ การุณ โหสกุล และวิเชียร ขาวขำ

กลุ่มลูกน้อง เสธ.แดง พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง อำนาจ อินทโชติ สมบัติ มากทอง สุขเสก พลตื้อ ชยุต ใหลเจริญ จรัล ลอยพูล สุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ ส.ต.รชต หรือกบ วงศ์ยอด


กลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันวางระเบิดพรรคภูมิใจไทย เอนก สิงห์ขุนทด เดชพล พุทธจง กำพล คำคง วริศรียา บุญสม หรืออ้อ และกอบชัย บุญปลอด หรืออ้าย

ที่พลาดไม่ได้ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่ง ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า หากอัยการส่งฟ้องและศาลประทับรับฟ้อง ก็จะส่งผลต่อการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดน

คดีนี้เป็นความพยายามของดีเอสไอในการแสดงให้สังคมได้เห็นว่าข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเอสไอหรือรัฐบาลกล่าวอ้างมาลอยๆ เพื่อกลั่นแกล้งขบวนการเสื้อแดง เพราะอย่าลืมว่าคดีนี้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ทำให้การสอบสวนดีเอสไอเจอกับแรงเสียดทานจากขั้วเสื้อแดงเป็นอย่างมาก

ประเด็นที่ทำให้ดีเอสไอมั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้ เนื่องจากดีเอสไอได้พยานปากสำคัญเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ทหารที่ทางการส่งเข้าเป็นสายลับแฝงตัวเข้าค้นหาหลักฐานและชี้เป้าผู้ต้องหา กลุ่มที่ 2 ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ และกลุ่มที่ 3 เป็นพยานปากใหม่ซึ่งอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์กลับใจเป็นพยานในคดีก่อการร้าย

บนความโล่งอกของดีเอสไอที่คิดว่าสามารถนำสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องได้ กลับกันคลื่นแห่งแรงเสียดทานลูกใหม่กำลังจะเข้าถาโถมใส่อัยการ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังจ้องจับตาดูว่ามาตรฐานในการดำเนินการเป็นอย่างไร

โดยครั้งหนึ่งอัยการเองก็เคยถูกโจมตีมาแล้วว่าใช้เวลานานผิดปกติกว่าจะฟ้อง สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในคดีดูหมิ่น และหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ถึงกระนั้น หากการรับไม้ต่อของอัยการกำลังจะเป็นแรงเสียดทานที่ต้องเจอ ตรงกันข้ามสิ่งเหล่านี้กำลังจะเป็นโอกาสของแกนนำ นปช. ในเรือนจำที่จะสามารถการออกมาสู่อิสรภาพชั่วคราวได้

กล่าวคือ ในช่วงระหว่างวันที่ 7 ก.ย. จะเป็นวันที่อำนาจการฝากขังแกนนำ นปช. ครบ 84 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ขออำนาจศาลฝากขังมาตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา และเมื่อดูจากระยะเวลาที่ดีเอสไอส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาในวันที่ 29 ก.ค.แล้ว จะพบว่าอัยการมีเวลาสำหรับการพิจารณาก่อนครบฝากขังเพียงประมาณ 40 วัน

ในประเด็นนี้ “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขยายความว่า ตามมาตรา 87 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดไว้ว่า ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 84 วัน หมายความว่า หากอัยการไม่สามารถส่งฟ้องคดีต่อศาลตามกำหนดได้ภายใน 84 วัน ก็ต้องมีการปล่อยตัวผู้ต้องหาตามกฎหมายทันที

ซึ่งโดยปกติแล้วการส่งสำนวนของพนักงานสอบสวนให้กับอัยการนั้น พนักงานสอบสวนจะเผื่อระยะเวลาให้อัยการมีเวลาเพียงพอสำหรับการทำงานอยู่แล้ว

“แม้ว่าอำนาจควบคุมตัวจะหมดไป แต่อำนาจฟ้องยังมีอยู่ ไม่ได้หมดไปตามอำนาจควบคุมตัวด้วย หมายความว่า อัยการมีเวลาพิจารณาสั่งฟ้องคดีตามอายุความของคดีนั้นๆอยู่ และหากหลังจากสิ้นสุด 84 วันไปแล้ว อัยการสามารถสั่งฟ้องคดีได้ ถึงเวลานั้นผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องเดินทางมาศาลในวันฟ้องคดีต่อศาลนัดแรก ถ้าไม่มาก็จะมีการออกหมายเรียกก่อน แต่หากมีการขัดหมายเรียกก็จะออกหมายจับต่อไป”

อดีตรองประธาน ส.ส.ร. สรุปว่า ถ้าที่สุดแล้วอัยการส่งฟ้องคดีได้ครบทันตามกำหนด อำนาจในการควบคุมผู้ต้องหาจะไปอยู่ที่ดุลยพินิจของศาลทันที ซึ่งจะไม่เหมือนกับการควบคุมตัวของพนักงานสอบสวน

“เพราะการควบคุมตัวผู้ต้องหาของศาลจะมีระยะเวลาไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะสิ้นสุด เว้นเสียแต่ว่าศาลจะมีดุลยพินิจให้ประกันตัวออกมาตามที่ทนายความของผู้ต้องหาร้องขอ โดยในทางปฏิบัติแล้วการทำงานของอัยการจะพยายามสั่งฟ้องคดีให้ทันครบกำหนดฝากขัง เพราะหากไม่ทันและผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวไปแล้วเกิดหลบหนีขึ้นมา อัยการก็จะตอบคำถามของสังคมลำบาก”

เท่ากับว่าระยะเวลาอีกประมาณ 40 วัน นับตั้งแต่อัยการรับมอบคดีจากดีเอสไอ เป็นช่วงเวลาที่จะชี้ชะตาว่าแกนนำ นปช. จะได้ออกมาสู่อิสรภาพนอกเรือนจำชั่วคราวหรือไม่

ในทางกลับกัน ถ้าภายใน 40 วัน นี้อัยการสามารถส่งฟ้องคดีได้ก่อนครบกำหนดฝากขัง 84 วันได้ ก็จะมีผลให้แกนนำ นปช. ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำไปอีกนาน ซึ่งก็อยู่ที่ว่าศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นทางกฎหมายแง่นี้ทีมทนายความของ นปช. ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะยื่นขอประกันตัวต่อศาลทันที แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม เพราะศาลเองมีความเห็นไว้หลายครั้งแล้วว่า “เป็นคดีร้ายแรง มีอัตราโทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี”

กระนั้น ทีมทนายความได้ปรับเทคนิคในการขอประกันตัวแบบหมู่มาเป็นแบบเดี่ยว อย่างกรณีที่มีการยื่นขอประกันตัว วีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. เพียงคนเดียวก่อน ซึ่ง คารม พลทะกลาง ทนายความ นปช. ยอมรับว่าผลการตัดสินในกรณีของวีระจะเป็นช่องทางสำหรับการยื่นประกันตัวคนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในวันนี้ก็ต้องลุ้นฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ว่า วีระจะได้รับการประกันตัวหรือไม่หลังจากยื่นหลักทรัพย์วงเงิน 3 ล้านบาท
ไม่เพียงเท่านี้ ทีมทนายความจะไม่ละความพยายาม จะยื่นขอประกันตัวแกนนำต่อในชั้นศาลกรณีที่อัยการสามารถฟ้องคดีได้ทันก่อนครบกำหนดฝากขัง เพราะประเมินว่าที่ผ่านมาแกนนำ นปช. ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ไม่ได้เป็นพวกสายเหยี่ยว มีพฤติกรรมยั่วยุหรือสร้างความปลุกปั่น จึงน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้แกนนำได้รับการปล่อยตัวออกมาได้

เพราะฉะนั้น 40 วัน โดยประมาณนับจากนี้ไป จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายในขั้นตอนของอัยการ แม้จะมีความหวังไม่มากก็ตาม

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ