posttoday
กู้เยอะ สภาพคล่องไม่ตึง

กู้เยอะ สภาพคล่องไม่ตึง

16 กุมภาพันธ์ 2559

หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจทั้งของภาครัฐและเอกชน ต่างให้ความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจในปี 2559

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจทั้งของภาครัฐและเอกชน ต่างให้ความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจในปี 2559 จะขยายตัวดีกว่าปี 2558 โดยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ คือ การลงทุน ทั้งจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ และการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งทำให้ความต้องการระดมทุนมีมากขึ้น จนอาจมีผลต่อสภาพคล่องของประเทศอาจตึงตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของประเทศรวมทั้งภาวะเศรษฐกิจภายนอกแล้ว จะพบว่า สภาพคล่องไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเครื่องชี้สภาพคล่อง ณ สิ้นปี 2558 พบว่า สัดส่วนสินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมตราสารหนี้และเงินให้กู้ยืม (LTD+Borrowing Ratio) อยู่ที่ 90.81% เพิ่มขึ้นจาก 88.68% เมื่อสิ้นปี 2557 และสัดส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 20.10% ลดลงจาก 22.32%

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยืนยันว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงภาวะสภาพคล่องตึงตัว แต่เกิดจากกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการควบคุมต้นทุนดอกเบี้ย จึงชะลอการระดมเงินฝากให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

ทั้งนี้ เงินให้สินเชื่อสุทธิของ 14 ธนาคารพาณิชย์ไทย ในปี 2558 ขยายตัว 3.43% คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 3.48 แสนล้านบาท จากปี 2557 ขณะที่เงินฝากชะลอลง เติบโตเพียง 1.61 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยเป็นการลดลงของธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เติบโตเพียงเล็กน้อย

“การชะลอเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่ปีที่แล้ว สะท้อนมุมมองของสถาบันการเงินที่คาดการณ์ความต้องการสินเชื่อไม่เพิ่มขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องดำรงสภาพคล่องสูงจนกดดันต้นทุนการเงิน” เชาว์ กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ ธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ระบุว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ยังมีสภาพคล่องในระบบการเงิน 1.2-1.3 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีแผนกู้เงินใหม่ปีนี้ 6 แสนล้านบาท ทำให้ยังมีสภาพคล่องเหลือในระบบเพียงพอ

ส่วนภาคธุรกิจบางกลุ่มมีความต้องการกู้เงินมากขึ้น จากดีลใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี ทั้งการที่บริษัท ไทยเจริญคอร์ปอชั่น (ทีซีซี กรุ๊ป) ซื้อกิจการบิ๊กซีในประเทศไทยมูลค่า 1.25 แสนล้านบาท และการประมูล 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ตั้งแต่เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว จำนวน 2 ใบอนุญาต มีราคาประมูลรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการมีความต้องการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินมากพอสมควร

ในธุรกิจ 4จี ระยะสั้น ผู้ประกอบธุรกิจมีความต้องการหนังสือค้ำประกัน (แบงก์การันตี) ก่อนแปลงเป็นสินเชื่อในแต่ละงวดที่จะใช้ในการชำระค่าใบอนุญาต แต่จากขนาดการลงทุนที่ใหญ่ ผู้ประกอบการมีทางเลือกระดมทุนหลายวิธี อาจจะใช้วิธีการเพิ่มทุน และการหาพันธมิตรต่างชาติมาร่วม ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ทั้งหมด ประกอบกับการทยอยเบิกเงินกู้เป็นงวดๆ จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การที่สภาพคล่องจะตึงตัวสูงจนเห็นการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จริง จะต้องเกิดจากความต้องการลงทุนในประเทศพร้อมๆ กัน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกแล้ว ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่ต้องการสินเชื่อยังไม่มากนัก เพราะอัตรากำลังการผลิตยังเหลืออยู่มาก

ขณะที่การลงทุนโครงการภาครัฐที่ถูกมองว่าจะมาดึงสภาพคล่องในประเทศให้ตึงตัวขึ้น ก็อาจมีผลไม่มากเช่นกัน จากหลายปัจจัย ได้แก่

1.ทางเลือกของรัฐบาลที่จะระดมทุนมีหลากหลายในภาวะตลาดเงินที่ต้นทุนต่ำ การออกพันธบัตรรัฐบาลที่เป็นการดูดซับสภาพคล่องในประเทศเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง แต่ในหลายโครงการที่รัฐบาลจะลงทุนยังสามารถเลือกใช้การระดมทุนที่ถูกกว่าได้ เช่น การออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) รวมทั้งใช้วิธีการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี)

2.ระยะเวลาที่ภาครัฐจะเริ่มลงทุนจริง อาจไม่เห็นในปีนี้ เพราะมีขั้นตอนมาก โดยปีนี้คาดว่าจะเห็นเพียงการจัดประมูลโครงการก่อสร้าง หรือโครงการที่ประมูลผ่านแล้ว ก็จะอยู่ในขั้นตอนของการเวนคืน ซึ่งไม่ได้ใช้เม็ดเงินใหญ่นัก ความต้องการใช้เงินของภาครัฐจริงๆ จะไปเห็นในปี 2560-2561

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ความกังวลต่อสภาพคล่องในประเทศยังมีไม่มากนัก อย่างน้อยก็ในครึ่งปีแรกของปี 2559

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อสภาพคล่องไทย คือ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่หากการลงทุนภาครัฐเห็นผลเป็นรูปธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง อาจทำให้ทิศทางสภาพคล่องกลับทิศมาตึงตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการระดมทุน และขยายกำลังการผลิตของภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อสภาพคล่องในประเทศไทย คือ การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเมื่อใดที่เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย จะมีผลทำให้เงินไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งหมายรวมถึงประเทศไทยด้วย

ความเห็นของนักวิเคราะห์ในขณะนี้ มองว่า เฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน มี.ค.แต่อาจจะเลื่อนไปเป็นเดือน มิ.ย.แทน และมีนักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อย ที่มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบ 2 ของเฟดจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.แทน ซึ่งจะเป็นจังหวะที่รู้ชัดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นแข็งแกร่งหรือไม่

ปัจจัยสหรัฐส่งผลต่อความต้องการระดมทุน ที่อาจจะเพิ่มขึ้นจนมีผลต่อสภาพคล่อง เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจอาจตัดสินใจล็อกต้นทุนอีกรอบ หลังจากที่ทยอยออกตราสารเพื่อล็อกต้นทุนไปก่อนหน้าที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยรอบแรก

ส่วนนโยบายการเงินของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่สวนทางอาจจะทำคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เม็ดเงินไม่ใหญ่เท่าการทำคิวอี 3 ครั้งของสหรัฐ จึงทดแทนกันไม่ได้ ฉะนั้น ปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตาใกล้ชิดยังคงเป็นเศรษฐกิจสหรัฐ

การที่สภาพคล่องของประเทศยังล้น ทำให้เราอาจจะไม่เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ถึงสิ้นปี และการระดมเงินฝากยังไม่รุนแรงนัก ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ระดับต่ำต่อไป อย่างน้อยก็ครึ่งปีแรกของปีนี้ จนกว่าธนาคารพาณิชย์จะเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดี และมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เมื่อนั้นจึงจะเริ่มแข่งขันดอกเบี้ยเพื่อแย่งชิงเงินฝากกันอีกครั้ง

แต่ต้องไม่ลืมว่า ความหมายอีกด้านของสภาพคล่องล้น เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนว่าจะเติบโตหรือไม่ เอกชนยังไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุนตราบใดที่กำลังซื้อชะลอตัว และการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น

ความหวังจึงฝากไว้ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนกลับมาลงทุนอีกครั้ง เพื่อให้สภาพคล่องในประเทศอยู่ในภาวะสมดุล ซึ่งดีกว่าจะปล่อยให้สภาพคล่องล้นต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท