
สร้างผลงานในทางที่ผิด
...ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมากำหนดให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระของชาติ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาด จริงจัง หลายคนถูกวิสามัญทั้งวิสามัญจริงและวิสามัญปลอม
ซึ่งในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ยาบ้ากลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง จริงอยู่ การดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ประสบความสำเร็จอย่างดี แต่ได้เกิดเสียงครหาตามมาในเรื่องของการวิสามัญผู้ถูกกล่าวหาที่สะเปะสะปะไปหมด มีทั้งผู้ค้ารายใหญ่ รายกลาง ถูกวิสามัญ แต่ก็มีคนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องน้อยที่ยังไม่สมควรที่จะโดนวิสามัญรวมอยู่ด้วยนับพันราย จนกระดูกผู้ตายร้องได้ องค์กรสิทธิมนุษยชนและญาติพี่น้องของผู้ตายเข้าร้องเรียนต่อรัฐบาลชุดต่อๆ มา
ในช่วงเวลาที่คุณทักษิณยังอยู่ในอำนาจ ได้มีข่าวออกมาแล้วเรื่องที่ตำรวจส่วนหนึ่งถือโอกาสวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้าหรือผู้เสพจำนวนหนึ่ง โดยชาวบ้านในพื้นที่รู้กันดีว่า เหยื่อนั้นเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม หรือมีความผิดรุนแรงสมควรที่จะถูกวิสามัญหรือไม่ ชาวบ้านบางคนเล่าว่า เหยื่อพวกนั้นบางคนคือสายลับของตำรวจนั่นเอง แต่อาจต้องปิดปากเพื่อไม่ให้ปากโป้ง
ชาวบ้านบางรายเล่าว่า เห็นตำรวจกับเหยื่อซึ่งรู้จักกันดีคุยกันอยู่นาน ก่อนที่เหยื่อจะถูกตำรวจวิสามัญ เพราะอาจตกลงกันไม่ได้ในบางเรื่องจึงถูกปิดปาก นอกจากนั้นยังมีข่าวการกลั่นแกล้งยัดยาบ้าให้กับผู้บริสุทธิ์ที่ตัวเองไม่ชอบหน้า หรือยัดยาบ้าให้มีจำนวนมากเข้าไว้ซึ่งจะเข้าข่ายผู้ค้าซึ่งมีโทษร้ายแรงแล้วมาต่อรองทีหลัง หรือจับผู้ค้าพร้อมยาบ้าจำนวนมากได้ แล้วต่อรองลดจำนวนยาบ้าให้เหลือน้อยลงจนเข้าข่ายเป็นผู้เสพ เพื่อส่งเข้าบำบัดในฐานะผู้ป่วย
แต่เหยื่อต้องจ่ายเงินตอบแทนจำนวนสูง ส่วนยาบ้าที่ถูกหักออกก็ให้สายเอาไปขายต่อเอาเงินมาอีกทอดหนึ่ง หรือปิดปากผู้ค้าที่ทำมาหากินร่วมกันมาเพื่อไม่ให้เปิดโปงพฤติกรรมของตัวเอง ซ้ำยังได้ผลงานที่สามารถวิสามัญผู้ต้องหายาเสพติดอีกด้วย หรือถือโอกาสจับกุมคนที่ไม่ชอบหน้ากันมาก่อน เมื่อคุณทักษิณหมดอำนาจ ข่าวเรื่องนี้จึงถูกนำมาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
การกดดันให้ตำรวจดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาบ้าอย่างเด็ดขาดจริงจัง มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือ เป็นการกระตุ้นให้ตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอยู่เฉยไม่ได้ เพราะรัฐบาลเอาจริงเอาจัง จึงต้องแสดงผลงาน แต่การที่กำหนดว่าแต่ละสถานีตำรวจต้องมีผลงานเดือนละกี่คดี เป็นการกดดันตำรวจมากเกินไป เพราะสถานการณ์ยาบ้าในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นตำรวจอาจใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องและชอบธรรมในการสร้างผลงานให้เข้าเป้า
เหตุการณ์ข้างต้นกำลังกลับมาเกิดขึ้นอีก แม้จะไม่ใช่การวิสามัญก็ตาม รัฐบาลอภิสิทธิ์มีนโยบายปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าอย่างจริงจัง เพราะปัญหานี้กำลังกลับมาสู่ระดับรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ตำรวจต้องทำงานมากขึ้น และอาจนำไปสู่การใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น กลั่นแกล้งจับกุมผู้บริสุทธิ์ หรือกล่าวหาผู้กระทำผิดรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือจับปลาซิวปลาสร้อย แต่ไม่กล้าแตะต้องปลาตัวใหญ่ที่ชาวบ้านรู้จักกันดีว่าเป็นใคร เพราะรับอามิสสินจ้าง ถ้ารัฐบาลไม่ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง คุณอภิสิทธิ์อาจถูกกล่าวหาเช่นเดียวกับคุณทักษิณก็ได้
กรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมา เมื่อตำรวจ บช.ปส. ยกกำลังเป็นสิบๆ นายพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ไปจับกุมชาวบ้านรายหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นเพียงผู้เสพรายเล็กๆ แล้วแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ค้า โดยอ้างว่าสายลับซึ่งเป็นเพื่อนกับเหยื่อได้ไปล่อซื้อยาบ้า 2 เม็ดด้วยเงิน 500 บาท โดยถามเหยื่อว่าพอจะหาซื้อยาบ้าให้ได้หรือไม่ เหยื่อก็ขับขี่จักรยานยนต์ไปซื้อที่
“สุเหร่า” มาให้ โดยได้รับค่าจ้าง 50 บาท ต่อมาตำรวจ บช.ปส. ยกกำลังมาจับเหยื่อในข้อหาผู้ค้า พร้อมไปค้นห้องพักของเหยื่อซึ่งไม่ได้หลักฐานอะไร เพราะเหยื่อคือชาวบ้านยากจนหาเช้ากินค่ำ หากินแต่ละวันยังไม่ค่อยมีกิน ชาวบ้านแถวนั้นซึ่งอยู่ขณะเกิดเหตุพร้อมที่จะเป็นพยานให้กับผู้ถูกกล่าวหา เพราะถ้าจับเหยื่อในข้อหาผู้เสพซึ่งขณะที่จับก็ไม่มียาบ้าอยู่ในครอบครอง เหยื่อและชาวบ้านก็ยอมรับได้ แต่ถ้าจับในฐานะผู้ค้า ชาวบ้านในชุมชนนั้นรับไม่ได้ชาวบ้านมองว่า ทีแหล่งค้ายาบ้ารายใหญ่แถว
“สุเหร่า” และ “ประตูน้ำพระอินทร์” ตำรวจไม่เคยจับได้สักที (เพิ่งมีข่าวว่าตำรวจใช้เฮลิคอปเตอร์บุก “สุเหร่า” เมื่อเร็วๆ นี้) นอกจากนั้น ยังมีผู้ค้ารายใหญ่บางรายที่ชาวบ้านและตำรวจคลองหลวงรู้จักดี แต่ยังอยู่เย็นเป็นสุขและไม่เคยเกรงกลัวตำรวจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าตำรวจจะเกรงใจผู้ค้ารายใหญ่รายนี้เสียด้วยซ้ำผู้บังคับบัญชาอาจมีนโยบายให้จับ
“ผู้ค้า” มากกว่า “ผู้เสพ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าคิดจะทำสถิติจับชาวบ้านยากจนที่เป็นเพียงผู้เสพสมัครเล่นให้เป็น “ผู้ค้า” ก็เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งตำรวจเคยวิสามัญฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ หรือวิสามัญผู้ถูกกล่าวหาทั้งที่โทษไม่ควรถึงกับเจอวิสามัญด้วยซ้ำถ้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คนใกล้ชิดคุณอภิสิทธิ์ เช่น ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ควรนำเรียนให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบเรื่องข้างต้น ซึ่งอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายคดีที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเสียแต่แรก ส่วนเจ้าหน้าที่ตั้งแต่นายพลลงมาจากถึงนายสิบรวม 28 นาย มีชื่ออยู่ในบันทึกจับกุม โดยเฉพาะนายพลนายพันทั้งหลายที่มีชื่อใส่ในแบบ รปจ. ก็ไปชี้แจงกับ ผบ.ตร.เอาเอง
กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นของประเทศมีปัญหาอย่างมาก ชาวบ้านคนยากจนมักตกเป็นเหยื่อเสมอมา ถ้าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม ผิดก็ว่าตามผิด ถูกก็ว่าตามถูก รัฐบาลคงไม่ต้องมานั่งปฏิรูปสังคมดังเช่นทุกวันนี้







