
ยื่นผู้ตรวจฯสอบมส.-สำนักพุทธปมพระลิขิตธัมมชโยปาราชิก
"ไพบูลย์" ยื่นผู้ตรวจฯสอบมส.-พศ.กรณีดำเนินการตามพระลิขิตให้ "ธัมมชโย" ปาราชิก
"ไพบูลย์" ยื่นผู้ตรวจฯสอบมส.-พศ.กรณีดำเนินการตามพระลิขิตให้ "ธัมมชโย" ปาราชิก
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้วินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่าดำเนินการตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชจนสิ้นสุดขั้นตอนตามกฎหมายหรือไม่ ในกรณีที่ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ใช้อำนาจตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 8 ประกอบกับกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 พ.ศ.2538 มีพระลิขิตทรงวินิจฉัยว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกพ้นจากการเป็นสมณเพศไปแล้ว
ทั้งนี้ ซึ่งมีผลตามกฎหมายและมหาเถรสมาคมให้การรับรองไว้แล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2542 โดยแม้ว่ามหาเถรสมาคมจะไม่มีมติที่ระบุชัดเจน ว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกหรือให้พ้นจากการเป็นสมณเพศ แต่การที่มีมติรับรองพระลิขิตดังกล่าว เท่ากับเป็นการรับรองว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกพ้นจากสมณเพศ ซึ่งมีผลทางกฎหมายในทันที แต่จาการตรวจสอบพบว่ามหาเถรสมาคมยังไม่ดำเนินการให้พระธัมมชโยสละสมณเพศตามกฎหมายมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 พ.ศ.2538 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การที่มหาเถรสมาคมมีมติเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าการดำเนินการให้เป็นไปตามพระลิขิตฯ ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกรณีที่อ้างถึงนายมาณพ พลไพรินทร์และสมพร เทพสิทธา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระธัมมชโยว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ด้วยการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา อวดอุตริ รวมไปถึงการยักยอกทรัพย์นั้น การพิจารณาด้านพระธรรมวินัยในชั้นนี้ ยังอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในฐานะที่เป็นผู้พิจารณาตามกฎหมายมาเถรสมาคมฯ ว่าด้วยลงนิคหกรรม ไม่ใช่เป็นกรณีตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช
ส่วนการชุมนุมของพระสงฆ์และการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล 5 ข้อนั้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวคงเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลนี้ได้ยึดตามกฎหมาย หากจะให้คณะสงฆ์เป็นเอกเทศหรือรัฐอิสระเหมือนวาติกันคงทำไม่ได้ ในความเห็นส่วนตัวและเชื่อว่าการออกมาชุมนุมนั้น เป็นการปกป้องพระเถระบางรูป และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของพระที่เป็นแกนนำ ซึ่งคณะสงฆ์ในปัจจุบันนี้ต่างพยายามผูกขาดและแสดงความเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะมหาเถรสมาคมทั้งที่ไม่อยู่ในพระธรรมวินัย
"พระพุทธศาสนาควรเป็นของพุทธบริษัทสี่ ไม่ควรผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การที่พระสงฆ์ออกมาชุมนุมจนถึงขั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นความเสื่อมขั้นสูงสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ที่ล้มเหลว และเป็นการกระทำที่ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมาย"นายไพบูลย์ กล่าว
นอกจากนี้ การที่มีข้อเสนอเร่งรัดให้มีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้น ก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้องอาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ เนื่องจากพระที่ถูกเสนอชื่อยังถูกตรวจสอบในเรื่องคดีความ เช่น คดีรถหรูว่าครอบครองอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วมีความผิด แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติก็คงไม่สามารถหน้าที่ได้ หากจะเร่งรัดเรื่องดังกล่าวก็ควรไปเร่งรัดการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สรุปผลโดยเร็วจะดีกว่า
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในความเห็นส่วนตัวยังมีข้อสงสัยว่า เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ยังมีความใกล้ชิดพระธัมมชโย ที่อาจมีการช่วยเหลือที่ไม่ให้ต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คิดว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีที่จะนำไปสู่การปฏิรูปพระพุทธศาสนาและพ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย







