
สมาร์ตก๊วน
ความขัดแย้งระหว่างกระทรวงมหาดไทย กับ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในเรื่องบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด เกิดผลกระทบต่อประเทศชนิดคู่ขัดแย้งไม่คาดคิดมาก่อน
ปัญหาสมาร์ตการ์ดเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงมหาดไทยปฏิเสธการรับมอบบัตรสมาร์ตการ์ด 26 ล้านใบ จากกระทรวงไอซีที ซึ่งมีหน้าที่เปิดประมูลจัดหาส่งมอบ โดยอ้างว่ารูปแบบบัตรผิดกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 22 เนื่องจากมีลวดลายและแถบเส้นสีแดงบริเวณรูปภาพ
ขณะที่กระทรวงไอซีทียืนยันมาโดยตลอดเช่นกันว่า การผลิตบัตรสมาร์ตการ์ดดังกล่าว ดำเนินการตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยทุกประการ และการทำงานมีการประสานงานร่วมกันมาตลอด
ความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการทำบัตรประชาชนใหม่มานานกว่า 4 เดือน จนไม่สามารถมีบัตรประชาชนได้ โดยประชาชนจะได้รับใบเหลือง หนังสือชั่วคราวแทนบัตรประชาชนที่ไม่มีการใช้มานานกว่า 14 ปีเป็นการทดแทน
ปัญหาคาราคาซังนี้ ดำรงอยู่มากระทั่งกระทรวงไอซีทีมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติ เนื่องจากเกี่ยวพันถึงงบประมาณมหาศาล
หากต้องผลิตบัตรสมาร์ตการ์ดใหม่ ต้องใช้เงินงบประมาณประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งการผลิตบัตรสมาร์ตการ์ดงวดแรก 26 ล้านใบ คิดเป็นเงิน 988 ล้านบาท หรือใบละ 38 บาท ส่วนงวดสุดท้ายอีก 26 ล้านใบ มูลค่า 902 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,890 ล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เลือกจัดการกับปัญหาดังกล่าวโดยการส่งมอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ล่าสุดผลการตีความสร้างความแตกตื่นให้กับทั้งสองกระทรวง ทั้งนายกรัฐมนตรี
ด้วยคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า บัตรประชาชนสมาร์ตการ์ดมีรูปแบบขัดต่อกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 22
การตีความตามตัวอักษรดังกล่าว ส่งผลให้บัตรประชาชนที่คนไทยที่มีอายุครบตามกำหนดต้องถือนั้น ซึ่งมีอยู่กว่า 49 ล้านใบ เป็นบัตรประชาชนที่ผิดกฎหมายทุกคน เพราะมีรูปแบบไม่ตรงตามกฎกระทรวงในบางตำแหน่งด้วยเช่นกัน
เพียงแต่ก่อนหน้าที่จะมีการส่งตีความ ไม่มีใครยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเป็นปัญหาจนต้องมีการตีความ ซึ่งหากกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาที่ผุดขึ้นมานี้เป็นเหตุอันสืบเนื่องจากผลประโยชน์ในการจัดทำบัตรโดยแท้
การแก้ไขจัดการปัญหานี้มีเพียง 2 ประการ นั่นคือ เปิดประมูลทำบัตรประชาชนใหม่ให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงทุกประการ อันนำไปสู่ความพึงพอใจของนักการเมืองหากสามารถจัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว
หรือแก้ไขกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับยุคสมัยและรูปแบบของบัตรที่ผลิตออกมา ซึ่งจะสามารถประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล
เป็นทางเลือกที่รัฐบาลต้องแสดงให้ประชาชนได้ประจักษ์







