posttoday
รับมือเงินร้อน

รับมือเงินร้อน

16 กุมภาพันธ์ 2559

โลกในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นใบเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น

โดย...บากบั่น บุญเลิศ

โลกในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นใบเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น แรงกระเพื่อมจากซีกหนึ่งของโลกได้สร้างความสั่นสะท้านไปยังอีกซีกหนึ่งของโลกได้ในพริบตา แม้ว่าเราจะไม่เกี่ยวกับมัน

ผลจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่สร้างความตะลึงพรึงเพริศให้กับตลาดเงินโลก เมื่อตัดสินใจดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ด้วยการประกาศหั่นดอกเบี้ยไปติดลบ 0.1% อย่างไม่คาดฝันไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังกระตุ้นให้สถาบันการเงินในญี่ปุ่นนำเงินไปปล่อยกู้เพิ่มขึ้น และกระตุ้นการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมาเติบโตได้ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอลงต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังคงมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่อัดฉีดเงินซื้อคืนสินทรัพย์อีกปีละ 80 ล้านล้านเยน คิดเป็นเงินบาทก็จะตกประมาณปีละ 23 ล้านล้านบาท

มาตรการทางการเงินของญี่ปุ่นกำลังทำให้การเงินของโลกปั่นป่วนมากกว่าที่คุณคิด

การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบดังกล่าวของธนาคารกลางญี่ปุ่นถูกจับตามองจากฟันด์เมแนเจอร์หลายรายว่า จะมีโอกาสเกิดการกู้ยืมเงินทุนสกุลเงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำมาลงทุน เพื่อหาผลตอบแทนสูง หรือที่เรียกว่า เยนแครีเทรด แน่นอนเพียงแต่จะเป็นระยะอันใกล้ หรือระยะยาวเท่านั้น

ถ้าเกิดเยนแครีเทรดรอบนี้ มีการคาดการณ์กันว่าจะมีปริมาณของเงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างในดอกเบี้ยและผลตอบแทนจะมากกว่าในช่วงปี 2013 หลายร้อยเท่า

ถ้าในห้วงนั้นมีปริมาณเงินไหลทุนทะลักเข้าตลาดตราสารหนี้ของไทยมากกว่าถึง 9 แสนล้านบาท รับประกันว่า ปริมาณเงินจะเข้ามามากกว่าตัวเลขดังกล่าวแน่นอน

ทำไมนะหรือ เพราะหากน้ำไหลจากที่สูงไปยังที่ต่ำฉันใด เงินทุนจะสวนทางกับน้ำแทบจะ 100% เงินทุนจะไหลประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปหารายได้ยังกลุ่มประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

เอาแบบไร้ข้อมูลมาอ้างอิงใดๆ แต่ลองพิจารณาดูว่า ถ้ากลุ่มทุนญี่ปุ่นมีเงินรายได้จากการลงทุนในประเทศต่างๆ จำนวนมากมีภาระที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากหรือรายได้ที่เกิดขึ้นให้กับธนาคารในประเทศ แทนที่จะมีรายได้ดอกเบี้ยหรือไม่ต้องเสียดอกเบี้ย...เป็นคุณผู้อ่านทั้งหลาย คุณจะทำอย่างไร

หนึ่ง ยังทนทู่ซี้เอาเงินมาฝากไว้ในประเทศให้อุ่นใจ เพื่อแสดงความร่ำรวยให้เห็นว่าเรามีเงิน

สอง แสวงหาลู่ทางในนำเงินที่มีอยู่และเพิ่มมากขึ้นในแต่ละเดือน ในแต่ละไตรมาสไปเสาะแสวงหาโอกาสในการเพิ่มจำนวนเงินให้มากขึ้น ตามแนวคิดเงินต่อเงิน

ผมเชื่อสัญชาตญาณของวิถีแห่งทุนว่า เงินทุนย่อมไหลออกมาหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า เพียงแต่วิธีการจะเป็นอย่างไร และเป็นห้วงเวลาใดเท่านั้น

และถ้าญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเงินไปลงทุน จะไปที่ใด

ผลการสำรวจของ JBIC ในปี 2015 พบว่ามุมมองของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อประเทศที่น่าลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย จีน ไทย และเวียดนาม

ขณะที่ผลการสำรวจของ Asean Business Outlook Survey ปี 2015 พบว่า 5 ประเทศในอาเซียนที่นักลงทุนสหรัฐมีแนวโน้มจะขยายธุรกิจ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย และไทย

ขณะที่ World Investment Prospects Survey ช่วงปี 2013-2015 สำรวจมุมมองของนักลงทุนกลุ่ม TNCs พบว่า ไทยติดอันดับ 8 ของประเทศที่น่าลงทุน รองจากอินเดียอันดับ 3 และอินโดนีเซียอันดับ 4

ไม่ว่าเราจะอยู่ในอันดับเท่าใด ผมเชื่อว่า เงินทุนญี่ปุ่นจะทะลักมาไทยแน่

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เห็นเด่นชัดคือ นับตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี แล้ว 6.32 หมื่นล้านบาท แต่มีการขายตราสารหนี้อายุเกิน 1 ปีขึ้นไปออกไปแค่ 5,130 ล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญทางตลาดเงิน ตลาดทุนหลายคน รวมถึง จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ดูแลเงินทุนไหลเข้าออกระบุว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เยนแครีเทรดมาไทยยังมีน้อย

แต่นั่นมิได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดขึ้น ถ้าดอกเบี้ยญี่ปุ่นติดลบ 0.1% แต่ดอกเบี้ยไทยยังอยู่ที่ 1.5% หากผมเป็นผู้ดูแลเงินทุนให้ลูกค้า ผมขยับตัวและแบ่งปันเงินเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าผมแน่

คำถามคือ ธนาคารกลางของไทยมองแบบนี้หรือไม่...เพราะหากการจะใช้เครื่องมือแบบเดิมในการต่อสู้กับการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนต่างประเทศ ด้วยการออกพันธบัตรไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้ามาเก็บ เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ไม่พอที่จะรับมือแน่นอน

ยิ่งเมื่อมีล่าสุดทาง เจ.พี.มอร์แกน ประเมินว่า ธนาคารกลางยุโรปมีโอกาสจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบด้วยแล้ว...ผมว่าต้องเตรียมตัว...ก่อนภัยมา...

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69