
ฟื้นสัมพันธ์สหรัฐ-อาเซียน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เพิ่งผ่านพ้นวันวาเลนไทน์มาหมาดๆ ก็มีประเด็นร้อนให้ต้องตามต่อกันทันที โดยวันนี้ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ จะเปิดบ้านต้อนรับ 9 ผู้นำอาเซียน (เมียนมาไม่เข้าร่วม) ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ซึ่งจัดขึ้นเดี่ยวๆ แยกออกจากวงประชุมอาเซียนและเอเปก เป็นครั้งแรกที่ซันนีแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ระหว่างวันที่ 15-16 ก.พ.นี้
การประชุมครั้งนี้ถูกจับตาจากทั่วโลกมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเมืองและประชาธิปไตย เป้าหลักๆ ย่อมหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นการให้การยอมรับผู้นำจากรัฐประหารในทางปฏิบัติ
นอกจากไทยเราแล้ว ผู้นำอีกหลายคนในอาเซียนก็ยังขึ้นชื่อเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันเป็นว่าเล่น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของกัมพูชา ที่ทะเลาะกันเป็นขาประจำกับหน่วยงานของสหประชาชาติ ส่วนเวียดนามก็มีปัญหาปิดปากความเห็นฝ่ายตรงข้ามเหมือนกัน เพียงแต่เศรษฐกิจเวียดนามกำลังมาแรงจนกลบปัญหาการเมืองไปได้มากกว่า
การประชุมครั้งนี้จะมีการคุยกันในหลายประเด็น เช่น ทะเลจีนใต้ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) การค้ามนุษย์ การก่อการร้าย และภาวะโลกร้อน โดยวันแรกจะเป็นเรื่องทีพีพีและเศรษฐกิจทั้งหมด ส่วนวันสุดท้ายจะเป็นหัวข้อเรื่องการเมือง
อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องการเมืองและสิทธิมนุษยชน ก็อาจไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการปักหมุดในเอเชีย (Pivot to Asia) ที่สหรัฐให้ความสำคัญใน2 เรื่องหลักๆ ก็คือ จีน และเศรษฐกิจ (ผลประโยชน์ระยะยาว)
จะกันจีนออกไปก็ต้องยกประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นมา เพราะมีถึง 4 ชาติในอาเซียนที่มีข้อขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะกับจีน ส่วนชาติที่ไม่ได้พิพาทด้วยก็ยังมีเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย และปัญหาการค้ามนุษย์ให้ได้ร่วมมือหรือต่อรองกัน ขณะที่ฝั่งเศรษฐกิจนั้นก็ผ่านทางข้อตกลงทีพีพี ที่กำลังมีความพยายามบิลต์ให้เห็นประโยชน์ผ่านตัวละครอย่างเวียดนาม
เรียกว่าประชุมครั้งนี้ผลประโยชน์มหาศาลครอบคลุมทุกด้านจริงๆ และต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิดทีเดียวค่ะ







