posttoday
อย่าทิ้งเงื่อนไขที่จะสร้างวิกฤตรอบใหม่ (1)

อย่าทิ้งเงื่อนไขที่จะสร้างวิกฤตรอบใหม่ (1)

15 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

สถานการณ์วิกฤตรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานหรือวันนี้ หากคนไทยได้เรียนรู้และจดจำประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่คนไทยได้พยายามต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

จากการรวบรวมบทความที่ได้เขียนมา เพื่อดูว่าจะจัดพิมพ์เป็นเล่มได้หรือไม่ ก็เห็นบทความที่บล็อกเกอร์ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ท่านเขียนไว้ตอนที่กำลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง ก่อนที่จะมีการปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

บทความนี้ได้เคยเผยแพร่อย่างกว้างขวางมาแล้ว แต่อาจจะเป็นในช่วงวิกฤต จึงทำให้คนไทยมองข้ามความสำคัญของบทความนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ เคยเป็นรองนายกองค์การนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในช่วงหลังเหตุการณ์ ตุลา 2516 ได้ร่วมต่อสู้เพื่อจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน วาระหลักของขบวนการนักศึกษาสมัยนั้นมีเรื่องเดียว คือทำอย่างไรจะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนลงได้ หรือที่เรียกว่า Wealth Distribution วิธีการที่ตกลงกันได้เป็นเอกฉันท์มีประเด็นเดียว คือต้องต่อต้านการคืนชีพของรัฐบาลเผด็จการทหารทุกรูปแบบ 

แต่การจะเดินหน้านั้น นักศึกษาในยุคนั้นก็แบ่งเป็น 2 แนว แนวหนึ่งนิยมระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง อีกแนวหนึ่งเชื่อว่าระบอบเลือกตั้งไม่เวิร์ก จนต้องก่อการปฏิวัติลุกฮือของชนชั้นกรรมาชีพ แล้วตั้งรัฐบาลเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพขึ้น ตามแนวทางคอมมิวนิสต์ จนเกิดเหตุการณ์ ตุลา 2519 ทำให้นักศึกษาต้องหลบหนีเข้าป่าและมีบางส่วนได้ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ช่วงตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่เมืองไทยใกล้จวนแจจะเกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) หมายความว่าสงครามที่ชาวบ้านรบกับชาวบ้านด้วยกันเอง

ฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายที่เรียกว่า “นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา” ซึ่งมีกำลังพลหลักเป็นชาวบ้านที่ถูกปลุกปั่นให้เกลียดชังพวกคอมมิวนิสต์ที่จะมาล้มเจ้า โดยพวกขุนศึกศักดินาได้ลงไปจัดตั้งมวลชนชาวบ้านขึ้นเป็นกลุ่มลูกเสือชาวบ้านทั่วประเทศ เอาไว้เป็นทัพหนุนของทัพหน้า

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือ พคท. ซึ่งมุ่งโค่นล้มนายทุน-ขุนศึก-ศักดินา และมุ่งสถาปนารัฐบาลเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพขึ้น ฝ่ายนี้มีกองกำลังเป็นชาวบ้านเช่นกัน แต่เป็นชาวบ้านที่ พคท.ได้ปลุกระดมให้สำเหนียกถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมและให้เจ็บแค้นต่อการถูกกดขี่ขูดรีด

ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายนี้ก็คือพวกที่หวังอาศัยเวทีประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งในการแก้ปัญหา ซึ่งก็มีทั้งนายทุน ปัญญาชน คนชั้นกลางทั่วไป และนักการเมืองสายไม่รุนแรงซึ่งมีเพื่อนเก่าของ นพ.สันต์ รวมอยู่ด้วยอีกจำนวนหนึ่ง

แต่โชคดีที่ พคท.ล่มสลายและรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ได้ให้โอกาสคนที่หลงผิดกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแนวความคิดของคนเหล่านี้ได้และคนเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองจนได้เป็นรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนวิธีการในการดำเนินการเพื่อเป้าหมายเดิม

นพ.สันต์ ได้มองเห็นว่า สังคมไทยได้เดินมาถึงปากเหวที่อาจเกิดสงครามกลางเมืองอีกครั้ง ซึ่งดูจะเป็นปากเหวที่ลึกและอันตรายกว่าครั้งก่อน หากสังคมไทยถลำเข้าสู่สงครามกลางเมืองคราวนี้ มันจะยืดเยื้อเรื้อรังไม่มีวันจบและประเทศชาติจะทรุดโทรมราวกับร่างกายของคนป่วยเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายนั่นเทียว เพราะกำลังพลแต่ละฝ่ายนั้นมหึมามหาศาลก้ำกึ่งกัน ชนิดที่ว่าหากทั้งสองฝ่ายฆ่าฝ่ายตรงข้ามตายได้หมด ประเทศไทยก็แทบไม่เหลือคนเดินถนนเลย

ที่ นพ.สันต์ เป็นห่วงนั้นไม่ได้เกินเลยแต่ประการใด เพราะคุณหมอเคยอยู่ในเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองและได้รับทราบข้อมูลความจริงรอบด้านโดยเฉพาะจากคนต้นคิดและผู้ร่วมขบวนการ จึงมองเห็นความหายนะที่จะเกิดขึ้น หากไม่มีการแก้ไขเสียก่อน

แม้ว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ก็ตาม แต่การแก้ไขปัญหายังไม่ได้ตอบโจทย์และยังไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่ต้องทำ การปฏิวัติยึดอำนาจและร่างรัฐธรรมนูญยังมีเงื่อนงำที่เป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่จะรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

ผมอ่านบทความนี้หลายรอบแล้วเห็นว่า บทความนี้สะท้อนความจริงของประเทศไทยที่ไม่อาจมองข้ามได้ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก็ไม่ได้แตกต่างกัน เหมือนละครน้ำเน่าที่นำมาสร้างใหม่เปลี่ยนตัวผู้แสดงใหม่บ้าง บางครั้งก็เป็นผู้แสดงหน้าเดิม จึงขออนุญาตนำมาเสนออีกครั้งหนึ่ง

บทความนี้ นพ.สันต์ ได้เล่าถึงแนวความคิดของคนเหล่านี้ ที่เป็นคนที่ท่านรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดีว่าเขามีแนวความคิด วิธีการอย่างไรและจะเกิดอะไรขึ้น หากรัฐบาลนี้แก้ไขไม่ถูกต้องตรงประเด็น

บทความอาจยาวแต่กรุณาติดตามอ่านให้จบ แล้วจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่ากำลังเกิดอะไรกับประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา

“ขอเขียนถึงการเมืองหนึ่งครั้ง และครั้งเดียว”

โดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

18 ม.ค. 2557

บล็อกของผมพูดถึงแต่เรื่องสุขภาพการเจ็บป่วย จะนอกเรื่องบ้างก็เป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮาคลายเครียด เรื่องอื่นๆ ที่เป็นสาระแต่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือการเมือง ผมไม่เคยพูดถึงเลย

ที่ผมไม่พูดถึงการเมืองนั้นมีเหตุผลสองอย่าง อย่างหนึ่งก็เพราะคนไข้ของผมมีทั้งสีเหลืองสีแดง ที่เป็น สส.ก็มี ที่เป็นรัฐมนตรีก็มี มีทั้งฝ่ายเพื่อไทยและฝ่ายประชาธิปัตย์ แม้แต่ท่านผู้อ่านบล็อกนี้ก็มีทั้งเหลืองทั้งแดง ถ้าผมพูดเรื่องการเมืองไป ไม่ว่าจะพูดออกเหลืองหรือออกแดง ก็ต้องทะเลาะกับคนไข้ของผมเสียราวครึ่งหนึ่ง ดังนั้นผมเงียบเสียดีกว่า

แต่ว่ามาถึงวันนี้บ้านเมืองของเราได้เฉียดเข้าใกล้จวนแจจะตกขอบเหวของความหายนะ ผมจึงคิดว่าเป็นเวลาที่ผมควรแหกประเพณีของบล็อก ขอเขียนเรื่องการเมืองสักหนึ่งครั้ง ครั้งเดียว แล้วจะไม่เขียนถึงอีกเลย

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท