
ศก.โลกเสี่ยงหนัก ‘เยนแคร์รีเทรด’เกิดยาก
การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยหั่นดอกเบี้ยไปติดลบ 0.1% อย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยหั่นดอกเบี้ยไปติดลบ 0.1% อย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมยังคงมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) อัดฉีดเงินซื้อคืนสินทรัพย์อีกปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 23 ล้านล้านบาท) ย่อมทำให้หลายฝ่ายในขณะนั้นคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ไม่ยากนัก
เงินคิวอีปริมาณมหาศาลในระบบ พร้อมแรงกดดันให้สถาบันการเงินลดการพักเงินไว้กับบีโอเจ และนำเงินฝากไปลงทุนหรือปล่อยกู้ต่อแทนที่จะมาเสียดอกเบี้ยให้บีโอเจนั้น ในแง่หนึ่งก็เพื่อต้องการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ หรือที่เรียกว่ากระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้ขยายตัว จากปัจจุบันที่สุ่มเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด
อีกด้านหนึ่งนั้น ก็เพื่อกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงเพื่อหนุนเศรษฐกิจในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งการกดดอกเบี้ยให้ติดลบในขณะที่คิวอียังไหลท่วม จะทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงเงินกู้ยืมต้นทุนต่ำได้ง่าย เพื่อนำไปเก็งกำไรต่อในประเทศอื่นที่ให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูงกว่า หรือที่เรียกกันว่า “แคร์รีเทรด”
ที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกแห่กันเข้าไปทำเยนแคร์รีเทรดกันหลายครั้ง เช่น เข้าไปเก็งกำไรค่าเงินเหรียญออสเตรเลียในปี 2007 และเข้ามาเก็งกำไรในไทย ช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2013 ที่มีเงินร้อนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุนของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยมีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้นถึง 8 เท่า เป็น 8.6 แสนล้านบาท ในช่วง 3-4 เดือนแรก
การเข้ามาเก็งกำไรดังกล่าวมีแรงขับเคลื่อนมาจากเยนแคร์รีเทรด ซึ่งญี่ปุ่นอัดฉีดคิวอี 60-70 ล้านล้านเยน/ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ย 0-0.1% นอกจากนี้ ยังมาจากดอลลาร์แคร์รีเทรด ที่สหรัฐอัดฉีดคิวอี 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน และใช้ดอกเบี้ยต่ำ 0-0.25% ในขณะที่ประเทศไทยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูง โดยอยู่ที่ 2.75%
อย่างไรก็ตาม มาตรการเชิงรุกของบีโอเจในครั้งนี้ กลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงข้ามออกไป และต่างจากทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา
เงินเยนอ่อนค่าลงได้เพียง 2 วัน อยู่ที่ 121.495 เยน/เหรียญสหรัฐ หลังการประกาศของบีโอเจ และกลับเดินหน้าแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2014 ที่ 110.98 เยน/เหรียญสหรัฐ
นอกจากจะมีเงินไหลทะลักเข้าตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจนส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ปริมาณเงินมหาศาลยังไหลทะลักเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ปลอดภัย จนส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลงสู่ระดับติดลบเป็นครั้งแรก และต่อเนื่องนานหลายวันจนทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ ลบ 0.035%
การไหลทะลักเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุนญี่ปุ่นของทั้งเงินเยนและเงินทั่วโลก แทนที่จะเป็นเงินเยนไหลทะลักออกไปแคร์รีเทรดในต่างประเทศนั้น เป็นเพราะการผ่อนคลายของญี่ปุ่นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นสอดคล้องกับภาวะของโลก เหมือนในช่วงการอัดคิวอีของหลายประเทศนานต่อเนื่องหลายปี
ตรงกันข้าม มาตรการของญี่ปุ่นกลับมีขึ้นในช่วงที่ตลาดทุนโลกกำลังผันผวนมากที่สุดในรอบนับสิบปี อันเนื่องมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อนักลงทุนทั่วโลกมากที่สุด และเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลก จนกดดันการตัดสินใจของเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ให้ทบทวนแผนการเดิมที่ตั้งเป้าหมายจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้
นอกจากปัจจัยของเฟดแล้ว ก็ยังเป็นผลข้างเคียงมาจากมาตรการยาแรงของบีโอเจเอง ที่ทำให้ตลาดกังวลมากกว่าเชื่อมั่น เพราะนักลงทุนมองในภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงน่ากังวล ทั้งภาวะน้ำมันขาลงที่กระทบแทบจะทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเทรดดิ้งโภคภัณฑ์ของญี่ปุ่น และการใช้ดอกเบี้ยติดลบก็ยังส่งผลกดดันโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการเงิน ที่ถือเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญทั้งของญี่ปุ่นและทั่วโลกด้วย
เรย์ แอททริล หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารเนชั่นแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (เอ็นเอบี) ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบก่อให้เกิดความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรมการเงินและการทำกำไรของสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ เพราะนักลงทุนไม่ได้มองเคสของบีโอเจเป็นเคสเดี่ยว แต่มองว่าเป็นธนาคารกลางรายใหญ่อีกรายหนึ่งที่โดดเข้ามาร่วมวงกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้ดอกเบี้ยติดลบตามธนาคารกลางอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เดนมาร์ก สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์
ที่สำคัญก็คือ นักลงทุนมองว่าการใช้แผนเชิงรุกดังกล่าวของบีโอเจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของทั้งบีโอเจและแบงก์ชาติรายอื่นๆ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้าน ซึ่งรวมถึงการเดินหน้ากดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นด้วย โดยวิธีนี้อาจเป็นผลดีต่อประชาชนผู้บริโภคตัวเล็กๆ แต่ไม่เป็นผลดีต่อตัวนักลงทุน
ภายใต้ความเสี่ยงหลายด้านที่ประดังประเดเช่นนี้ จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลกแห่กันลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และหันไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในญี่ปุ่น ทั้งเงินเยนและพันธบัตรแทน ขณะที่ฝั่งนักลงทุนญี่ปุ่นเองนั้นก็เลือกที่จะหอบเงินกลับบ้านแทนที่จะไปเสี่ยงในต่างประเทศ
ในอีกด้านหนึ่งยังอาจมองได้ด้วยว่า ตลาดทุนกำลังดำเนินกลไกเพื่อส่งสัญญาณกดดันไปยังรัฐบาลของตัวเอง ให้ดำเนินนโยบายการเงินครั้งต่อไปในการประชุมบีโอเจเดือน มี.ค. อย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผลักภาระให้ภาคสถาบันการเงินอย่างนโยบายดำเนินอัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมอีก ซึ่งก่อนหน้านี้มีอดีตผู้บริหารของบีโอเจออกมาส่งสัญญาณเอาไว้ว่า บีโอเจอาจใช้ดอกเบี้ยติดลบได้ต่อเนื่องถึง ลบ 2% เลยทีเดียว
ขณะที่ จอห์น ฮิกกินส์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า จากข้อมูลสินทรัพย์ของธนาคารต่างชาติที่เปิดดำเนินการในญี่ปุ่น สะท้อนว่า แบงก์ต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้ให้ความสนใจในการทำแคร์รีเทรดมากนัก ซึ่งต่างจากในอดีตที่ผ่านๆ มา ซึ่งแบงก์ต่างชาติเหล่านี้จะมีรายงานการกู้ยืมเงินเยนในปริมาณสูง เพื่อส่งกลับไปสำนักงานใหญ่ในประเทศตัวเอง โดยตัวเลขในสิ้นปี 2015 อยู่ที่เพียง 30% ของช่วงพีกในปี 2007 เท่านั้น
เพราะการทำแคร์รีเทรดในภาวะที่ตลาดทุนโลกผันผวนผิดปกติอย่างเช่นในทุกวันนี้ ยังมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นด้วย
การนำเงินไปซื้อเยนหรือพันธบัตรญี่ปุ่นแม้จะให้ดอกเบี้ยติดลบ แต่ก็เสี่ยงน้อยกว่าไปลงทุนในหลายประเทศที่มีความผันผวนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่มีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทางอย่างคาดเดาได้ยากขึ้น และจึงเป็นเหตุที่ทำให้มาตรการของบีโอเจในวันนี้ ไม่ก่อให้เกิดกระแสเยนแคร์รีเทรดเหมือนในวันนั้น







