posttoday

ถือนะโม แบบหลวงพ่อวัดดาวฯ

14 กุมภาพันธ์ 2559

หลวงพ่อพระเทพปริยัติวิธาน (บุศย์ โกวิโท) อดีตเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษาราม ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่

โดย...กิตติปัญโญ

หลวงพ่อพระเทพปริยัติวิธาน (บุศย์ โกวิโท) อดีตเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษาราม ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีผู้เคารพศรัทธาเลื่อมใสมากมาย เพราะท่านเป็นพระเถระที่ใหญ่จริงๆ คือ ใหญ่ด้วยพรรษากาล ใหญ่ด้วยยศตำแหน่ง ใหญ่ด้วยภูมิความรู้และที่สำคัญ คือ ใหญ่ด้วยคุณธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ใหญ่ด้วยคุณธรรม” นั้น ลูกศิษย์ลูกหาของท่านต่างรู้ดีว่า หลวงพ่อมีคติประจำใจอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอตลอดมา นั่นคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน...

ดังนั้น คณะศิษยานุศิษย์ จึงมักจะได้ยินท่านเผยคติธรรมประจำใจของท่านออกมาว่า “ถือนะโม โตเต็มโลก” เพราะ นะโม แปลว่า ความนอบน้อม ใครที่มีความนอบน้อมแสดงว่าผู้นั้นมีนะโม ย่อมจะทำให้เกิด นะจังงัง เสน่ห์สะดุดตา สัมมาคารวะสะดุดใจ เพราะใครก็ชอบคนนอบน้อมทั้งนั้น ไปสมัครงานเข้าหาผู้ใหญ่ เข้าไปพบใคร อยากให้เขาช่วยเหลือ หากทำตัวแข็งกระด้าง วางก้าม ยกขากางแขน คงได้แล่นออกมาแบบไม่ทัน ฉะนั้น นะโม จึงเปรียบเสมือนกับบันไดก้าวแรกไปสู่ความสำเร็จ

หลวงพ่อท่านเป็นคนกรุงเก่าชาวอยุธยา อาชีพหลักของชาวอยุธยา ก็คือ เกษตรกรรม ทำนาเป็นหลัก เวลาที่ท่านจะสอนลูกศิษย์จึงมักจะยกตัวอย่างของการทำนาให้ฟังเป็นประจำ อย่างเรื่องความอ่อนน้อมและความแข็งกระด้างนั้น ท่านก็มักจะยกเอารวงขึ้นมาเป็นข้อเปรียบเทียบเสมอว่า จงดูในขณะที่ชาวนากำลังรอการเก็บเกี่ยว รวงข้าวซึ่งขณะนั้นยังสุกไม่เต็มที่ รวงข้าวยังตั้งตรง นั่นแสดงว่าต้นข้าวนั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวเพราะยังไม่แก่พอ หรืออาจจะเก็บเกี่ยวไม่ได้ เพราะในเมล็ดข้าวอาจจะไม่มีเนื้อข้าวเป็นแกลบเป็นข้าวลีบไปก็ได้ ชาวนาก็มีความทุกข์อยู่ว่าจะได้เก็บเกี่ยวได้จริงหรือเปล่า เพราะข้าวอาจเสียหายด้วยภัยต่างๆ ก็เป็นได้ แต่ถ้าเมื่อใดรวงข้าวโค้งงอเหมือนจะแสดงความเคราพ นั่นแสดงว่าข้าวสุกเต็มที่รอให้ชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ชาวนาก็จะเบิกบานแจ่มใสรีบเก็บเกี่ยวข้าว เพื่อนำไปขายหรือทำประโยชน์อื่นต่อไป นั่นก็แสดงให้เห็นว่าความอ่อนน้อมนั้นเมื่อมีในผู้ใด ผู้นั้นก็จะได้รับความยินดีจากผู้อื่น ไม่เหมือนกับความแข็งกระด้าง ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจของบุคคลทั้งปวงเลย จงทำตนให้อ่อนน้อมเหมือนรวงข้าวรอการเก็บเกี่ยว

เนื่องจากหลวงพ่อพระเทพปริยัติวิธาน ถือนะโมเป็นคติประจำใจ และเป็นหลักปฏิบัติดังที่ว่ามา ลูกศิษย์ของท่านบางคนมีความสงสัยอยากรู้ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับนะโมของหลวงพ่อว่าท่านปฏิบัติอย่างไร ดังนั้นจึงขอสรุปปฏิปทาของหลวงพ่อพอเป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

l หลวงพ่อท่านเป็นพระที่มีความนอบน้อมต่อพระผู้ใหญ่ที่มีพรรษากาลมากกว่าทุกเมื่อ ดังจะสังเกตเห็นได้ในเวลาที่ท่านเข้าไปหาพระเถระผู้ใหญ่หรือในเวลาที่พระผู้ใหญ่บางรูปมาหาถึงวัด ท่านจะแสดงออกมาให้ปรากฏเป็นปกติวิสัยโดยมิได้เสแสร้างเลย มองดูจากกิริยาที่ท่านนอบน้อมแล้ว จะรู้สึกเย็นตาเย็นใจทันที และมิใช่แต่ที่ท่านจะแสดงความอ่อนน้อมต่อพระผู้ใหญ่เท่านั้น แม้แต่ฆราวาสอาวุโสที่มากราบนมัสการท่าน ท่านยังแสดงความนอบน้อมให้ปรากฏออกมาได้ด้วย แต่เป็นไปในรูปของการให้เกียรติแทน ถึงขนาดบางครั้งท่านรินน้ำชาบริการผู้อาวุโสท่านนั้นๆ ก็มี นี่แสดงให้เห็นว่า หลวงพ่อวัดดาวดึงษ์ ตั้งอยู่ในคุณธรรมคือ เชฏฐาปจายิกธรรม อันเป็นธรรมที่เป็นส่วนประกอบของนะโมคือความนอบน้อมนั่นเอง

l นอกจากหลวงพ่อจะประพฤติยึดมั่นในเชฏฐาปจายิกธรรมแล้ว ธรรมอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เพราะเห็นเด่นชัด คือ คารวธรรม อันได้แก่ ธรรมคือการเคารพนบไหว้ ในธรรมข้อนี้หลวงพ่อปฏิบัติได้อย่างยิ่งยวดสม่ำเสมอ โดยไม่เลือกพระผู้ใหญ่พระผู้น้อย คือ เมื่อเจอพระผู้ใหญ่ ท่านก็ทำความเคารพนบไหว้ และต่อพระผู้น้อยนั้นท่านก็ทำอย่างเต็มอกเต็มใจ นอกจากที่กล่าวมานี้ ท่านยังปฏิบัติในคารวธรรมต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเป็นกิจวัตรได้อย่างดียิ่งกว่าภิกษุสามเณรรูปอื่นอีกด้วย โดยสังเกตเห็นได้ทุกวันเวลาเช้าหลังทำวัตรเช้าเสร็จ จะเห็นท่านเดินถือธูปที่จุดไฟแล้ว 9 ดอกเป็นอย่างต่ำ เดินไปทำความเคารพสถานที่ 3 แห่ง คือ ศาลาสมเด็จโตข้างโบสถ์ ต้นโพธิ์อินเดียหน้าวัด และมณฑปหลวงปู่โวทานธรรมาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษาราม แม้วัยของท่านจะล่วงเข้า 88 กว่าแล้วก็ตาม กิจวัตรข้อนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

l ธรรมะข้อที่ 3 ที่อยู่ในส่วนประกอบของความนอบน้อม คือ มุทุธรรม หรือ มัททวธรรม อันได้แก่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งธรรมะข้อนี้คล้ายๆ กับเชฏฐาปจายิกธรรม เชฏฐาปจายิกธรรมนั้น หมายถึง ความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ส่วนมุทุธรรม หรือ มัททวธรรม หลายถึง ความอ่อนน้อมและถ่อมตน ไม่ถือยศ ไม่ถือชั้นวรรณะ ไม่กดขี่ผู้นั้นให้เจ็บซ้ำระกำใจ ในทางตรงกันข้ามมีแต่ยกย่องสรรเสริญ ตลอดถึงแนะนำด้วจิตเมตตา ท่านจึงเป็นที่เคารพของพระภิกษุสามเณรและสาธุชนทั้งหลายสมกับคำที่ว่า

มุทุไม่มุทะลุรั้น

ไม่ถือชั้น ถือยศ คอยกดขี่

ตั้งนะโม ในมะโน เพิ่มโภคี

ย่อมเป็นที่ รักนับถือ เลืองลือชา

lธรรมะอีกข้อหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้เช่นกัน คือ อะนะติมานี ได้แก่ ความไม่ถือตัว ไม่มีมานะกระด้าง หลวงพ่อท่านมีคุณธรรมข้อนี้อย่างเด่นชัด สามารถสังเกตได้ในเวลาที่มีพระหรือฆราวาสเข้าพบ เข้าเยี่ยมหรือเข้านมัสการ เมื่อท่านอยู่ ท่านจะเปิดประตูออกมาต้อนรับเสมอด้วยความเป็นกันเอง โดยไม่บ่ายเบี่ยงว่าไม่ใช่เวลา เรียกได้ว่า หลวงพ่อวัดดาวดึงษ์เป็นพระของพระเป็นพระของชาวบ้าน และเป็นพระที่ไม่จำกัดกาล คือ สามารถเข้าหาเข้าพบได้ทุกเวลาทุกโอกาสนั่นเอง

l ธรรมะอีกอย่างหนึ่งที่หลวงพ่อมีไม่เคยขาด นั่นก็คือ ความกตัญญูกตเวที ท่านจะให้ความเคารพรักในบุพการีอย่างยิ่ง เช่น หลวงพ่อเคยพูดให้ฟังว่า “หลวงพ่อกับหลวงปู่พระครูโวฯ (อดีตเจ้าอาวาสรูปก่อนท่าน) นี่ เราไม่ใช่ตัวโปรดปรานหรอกนะ ไปไหนดุกันเรื่อยเลย แต่เราไม่ถือ เราเข้าหน้าท่านเรื่อยๆ ไปไหนท่านดุเราก็เข้าชิดท่าน เราไม่ถือท่าน ประเภทเสือดุต้องเข้าใกล้เสือ ถึงคราวท่านเจ็บไข้ เราก็ปฏิบัติท่านให้เต็มที่ ผลกตัญญูกตเวทีนี่ผลสุดท้ายพอเรามีลูกศิษย์ลูกหาภายหลังลูกศิษย์ลูกหาก็เป็นคนมีกตัญญูกตเวทีต่อเราเหมือนกัน ทำอะไรผลมันก็สะท้อน” เหมือนพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ

กลฺยาณการี กลฺยาณํ    ปาปการี จ ปาปกํ.

บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว.

สํ.ส. 15/333.

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?