
‘ข้อสอบ’...คอขวดในการศึกษา
เห็นข่าวข้อสอบเตรียมเข้า ป.1 และข้อสอบโอเน็ตที่แชร์กันผ่านโลกออนไลน์ว่า
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
เห็นข่าวข้อสอบเตรียมเข้า ป.1 และข้อสอบโอเน็ตที่แชร์กันผ่านโลกออนไลน์ว่า มีเนื้อหายากสุดหินแล้วก็ให้คิดว่า ระบบการศึกษาไทยมีลักษณะเหมือนขวดคอสูงมาแต่ไหนแต่ไร
เด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาก็เปรียบเหมือนกับถูกนำมาใส่ไว้ในขวดใบใหญ่ จากนั้นทุกคนก็ต้องแก่งแย่งกันผ่านช่องคอขวดที่ลีบเล็กที่เปรียบเหมือนการสอบเพื่อให้หลุดไปสู่สถาบันการศึกษาที่ดีมากไปกว่าเดิม
สุดท้ายจะมีเพียงเด็กจำนวนหนึ่งที่จะได้สัมผัสกับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพในสถาบันการศึกษาดีๆ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการงานที่ดีที่มักเลือกคนเข้าทำงานที่ชื่อชั้นของสถาบัน ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากยังวนเวียนอยู่ในขวดใบเดิม อยู่ในระบบการศึกษาที่ห่างชั้นทางคุณภาพกับเด็กกลุ่มที่สอบผ่านและก้าวไปสู่สถาบันที่ดีกว่า
จะด้วยโชคช่วยหรือเหตุบังเอิญก็ตาม ผมมีโอกาสได้เรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนมีชื่อเกรดบีกลาง กทม.ด้วยการจับสลากเข้าไปได้ หลังย้ายชื่อจากเขตย่านสุดขอบเมืองกรุงที่บ้านผมอยู่ มาในเขตที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนแห่งนี้เพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าไปจับสลาก และก็ดันโชคดีที่จับสลากเข้าเรียนได้ในที่สุด
แม้ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาเดินทางจากบ้านมาโรงเรียนวันละเกือบ 4 ชั่วโมง ที่ต้องตื่นตี 5 กินข้าวบนรถ เพื่อให้ทันมาเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า แต่สิ่งที่ได้รับก็คือการเรียนการสอนจากครูที่มีคุณภาพสูง
ทว่า เมื่อถึงชั้น ป.6 ความรู้ที่ได้รับในห้องเรียนดูเหมือนจะไม่พออีกต่อไป เมื่อหวังที่จะเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมเกรดเอใน กทม. สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการต้องไปเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชา
ที่นี่เอง ทำให้รู้ว่าเนื้อหาในบทเรียนที่เคยได้รับในห้องเรียนนั้น มันเป็นเพียงส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยในจำนวนเนื้อหาทั้งหมดที่จำเป็นต้อง “รู้” และ “จำให้ได้” หากหวังที่จะสอบเข้าโรงเรียนเกรดเอ ที่มีจำนวนผู้สอบหลายพันคน แต่รับจริงแค่ไม่กี่ร้อยคน
สุดท้ายผมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่ได้ไปต่อ...
จำได้ว่าข้อสอบที่ได้ทำในวันนั้นเกือบครึ่งมีเนื้อหาที่ผมแทบไม่เคยผ่านตาเลยทั้งการเรียนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 และการเรียนในสถาบันกวดวิชา ต่อมาจึงได้รู้ว่าแม้แต่สถาบันกวดวิชาเองก็สอนด้วยเนื้อหาที่ไม่เหมือนกัน หลังได้เห็นเนื้อหาการเรียนของเพื่อนในอีกสถาบันกวดวิชาหนึ่งที่ดูจะ “ตรง” กับข้อสอบที่ออกมากกว่า
จากนั้นชีวิตในระดับมัธยมศึกษาจึงลงเอยที่โรงเรียนธรรมดาๆ ใกล้บ้านย่านชานเมือง และเมื่อถึงช่วงที่ต้องเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาก็แทบจะต้องทิ้งความคิดในการเอนทรานซ์เข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไปได้เลย เพราะเนื้อหาและความเข้าใจที่ได้รับในห้องเรียนนั้นแตกต่างจากเพื่อนหลายคนที่มีโอกาสศึกษาในโรงเรียนเกรดเอชนิดที่เทียบไม่ติด ราวกับเราเรียนอยู่ในระบบการศึกษาที่อยู่คนละมิติ
ประสบการณ์ที่ผมเคยได้รับเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ดูจะไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยในปัจจุบัน เมื่อคนรุ่นผมมีลูก คนเป็นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยต้องลงมือทำการบ้านหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายแทนลูก เพื่อให้ลูกมีเวลาในการติวหนังสือและสามารถสอบแข่งขันกับเด็กคนอื่นได้ พ่อแม่หลายคนทุ่มเทเงินจำนวนมากเพื่อให้ลูกมีโอกาสเรียนกวดวิชาที่ “น่าจะ” ช่วยให้ลูกเข้าโรงเรียนเกรดเอของประเทศ
ขณะที่พ่อแม่อีกจำนวนหนึ่งแค่หาเลี้ยงครอบครัวก็หมดเวลาไปทั้งวันแล้ว จะให้มาลงมือทำแบบพ่อแม่ในกลุ่มแรกก็คงเป็นเรื่องยาก สุดท้ายผลลัพธ์ทางการศึกษาก็คือการขยายช่องว่างระหว่างเด็กที่มีโอกาสกับเด็กที่ด้อยโอกาสให้ห่างเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงการศึกษาควรจะเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการใช้ความรู้ที่ได้รับบวกกับความสามารถของตัวเองในการก้าวไปสู่อนาคต
เมื่อการศึกษายังเป็นขวดคอสูงที่มีคอขวดลีบๆ ให้คนจำนวนน้อยผ่านไปสู่โอกาสที่ดีในชีวิต ความเหลื่อมล้ำก็ยังคงเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมไทยอยู่เช่นเดิม...







