
ธีรนันท์ ศรีหงส์ กับภารกิจเพื่ออนาคตกสิกรไทย
นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยที่ประกาศก้าวขึ้นเป็น “ดิจิทัลแบงก์กิ้ง”
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยที่ประกาศก้าวขึ้นเป็น “ดิจิทัลแบงก์กิ้ง” อย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่นานนี้ ถึงกับจัดตั้งกลุ่มบริษัทจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ขึ้นมาเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่ง โดย บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มอบให้ ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย รับผิดชอบหน่วยงานที่เป็นอนาคตของธนาคารอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเพิ่มตำแหน่งประธาน กสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป ให้อีกตำแหน่งหนึ่ง
เพราะหน่วยธุรกิจไอทีนี้เป็นเรื่องใหม่ จึงจำเป็นต้องใช้คนที่มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี และจะต้องมีความรู้ด้านการเงินที่จะต้องนำมาผสมผสานให้เป็นผลิตภัณฑ์การเงินบนดิจิทัลแบงก์กิ้งให้โดนใจลูกค้า
ธีรนันท์ เป็นนักเรียนทุนธนาคารกสิกรไทย และเข้าทำงานที่ธนาคารทันทีที่เรียนจบในปี 2531 เริ่มไต่เต้าทำงานมาจากการเป็นนักค้าเงินในสำนักบริหารเงิน นับเวลาแล้วเขาร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทยมากว่า 28 ปีแล้ว
ในฐานะคนที่อยู่ในองค์กรนี้นานและไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปไหน ธีรนันท์ มองว่า ธนาคารกสิกรไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เขาแบ่งธนาคารกสิกรไทยในรอบ 30 ปีที่ทำงานอยู่เป็น 5 ยุค
“ยุคแรกอยู่ระหว่างปี 2531-2536 เป็นช่วงที่เฟื่องฟูของธุรกิจธนาคาร ไม่ต้องทำอะไรมากสินเชื่อก็เติบโตมากเพราะเศรษฐกิจประเทศกำลังขยายตัว ต้องการเงินลงทุนมาก ผู้จัดการสาขามีหน้าที่หาเงินฝากอย่างเดียว ไม่ต้องมีการวางแผนกลยุทธ์อะไร มีการตั้งเป้าหมายสินเชื่อเงินฝากแล้วก็ทำงานแบบเดิม เป็นยุคที่ทำงานง่ายและสบายที่สุดแล้ว” ธีรนันท์ กล่าว
ถัดมาเป็นยุคที่ 2 ของธนาคารกสิกรไทย ช่วงปี 2536-2537 เป็นปีที่ บัณฑูร เมื่อครั้งยังเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคาร ประกาศ “รีเอนจิเนียริ่ง” องค์กร ซึ่งเป็นธนาคารแรกที่ประกาศปรับองค์กรขนานใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้จักกับคำว่า “Change” ช่วงนั้นสนุกมาก นับว่าเขาได้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของธนาคาร
ธีระนันท์ เล่าว่า ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จะนับเป็นยุคที่ 3 ของธนาคาร เป็นการรับมือกับวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นช่วงแห่งความยากลำบากจริงๆ แต่ก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ในการทำงาน
“ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หนี้เสียเพิ่มขึ้นทุกธนาคาร วิธีที่จะอยู่รอดก็คือต้องเพิ่มทุน ผมถูกคุณปั้น (บัณฑูร) เรียกไปอยู่ในทีมแก้ไขวิกฤต ซึ่งจะเป็นการตั้งทีมพิเศษขึ้นมา มีการเรียกระดมสมองของผู้บริหารมาทำงาน มีคุณบุญทักษ์ หวังเจริญ คุณปรีชา อุ่นจิตติ และอีกหลายคนเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งเราสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้ ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแรกที่สามารถเพิ่มทุนได้ ด้วยการออกตราสารคล้ายทุน (สลิป) ขายก่อน” ธีรนันท์ กล่าว
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นั้นธีรนันท์เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตการทำงาน
“ตอนนั้นผมยังเด็ก ไม่ได้คิดว่าวิกฤตมันเลวร้ายมาก แต่จนถึงเวลานี้หากมองกลับไปในอดีต ผมเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่แย่จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าผ่านมาอีก 1 ปี เราจะไม่มีงานทำ คนที่ทำงานไฟแนนซ์ตกงานแทบไม่เหลือ” ธีรนันท์ กล่าว
หลังจากผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ก็จะเป็นยุคที่ 4 ของธนาคารกสิกรไทย เป็นยุคหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบงานมากเช่นกัน ธีรนันท์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจธนาคารเริ่มมีการนำเอาการตลาดเข้ามาบวกกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งมีการเริ่มนำเอาผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้บริการกับลูกค้า และปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง
“เขาบอกว่าแบงก์ต่างชาติให้บริการแบบนี้ เราก็ต้องทำบ้าง เช่น Cash Management ทำ Trade Finance ให้ลูกค้า ต้องสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งผมได้อยู่ในทุกช่วงของการเปลี่ยนแปลงในธนาคาร ช่วงที่ตั้งฝ่ายงานใหม่นี้มีคน 400 คน ที่มีประสบการณ์มาทำงาน แต่มีทีม 100 คน ที่ทำงานต่อเนื่อง และช่วยกันทำจนสร้างธุรกิจใหม่ เป็น International Trade สร้างผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าที่ทำการค้าต่างประเทศให้ครบวงจร มีทั้งให้บริการเปิดแอลซี อัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ” ธีรนันท์ กล่าว
ผลการการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดด้านนี้เพิ่มขึ้นภายใน 3-4 ปี จาก 6% ขึ้นมาเป็น 15% และปัจจุบันอยู่ที่ 20%
“งานนี้ผมภูมิใจมากเพราะได้ใช้กำลังสติปัญญา ความคิดต่างๆ ลงไปในการสร้างหน่วยธุรกิจนี้ให้เกิดขึ้นมา จากที่ไม่มีอะไรเลยวันนี้ตั้งไข่ได้ชัดเจน มีรายได้เข้ามาและธุรกิจก็ดีไปเรื่อยๆ” ธีรนันท์ กล่าว
สำหรับยุคที่ 5 ของธนาคารนั้น ธีรนันท์ กล่าวว่า อยู่ในช่วงปัจจุบันที่ธนาคารได้ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ได้วางรากฐานเอาไว้ ตั้งแต่รีเอนจิเนียริ่งองค์กรมา บางเรื่องใช้เวลาวางรากฐาน 7-8 ปี บางเรื่องก็มากกว่านั้น ทำให้ธนาคารเติบโตทางด้านรายได้ ทั้งลูกค้าเอสเอ็มอี รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น การปล่อยสินเชื่อให้รวดเร็วมากขึ้น อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และต้องขอบคุณลูกค้าที่ใช้บริการธนาคาร โดยเฉพาะโมบายแบงก์กิ้งที่ขณะนี้กสิกรไทยมีผู้ใช้บริการสูงที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์ด้วยกัน
ธีรนันท์ ระบุว่า อีกไม่นานธนาคารกสิกรไทยจะเข้าสู่ยุคที่ 6 คือ ยุคแห่งอนาคต เป็นยุคที่เทคโนโลยีกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยีเป็นตัวการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด และในอนาคตการให้บริการธนาคารอาจจะไปถึงจุดของการเป็น Dump Pipe ไม่มีใครสนใจว่าเป็นของใคร
ธีรนันท์ยกตัวอย่างของไฟฟ้า ปัจจุบันผู้บริโภครู้ว่าซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง หรือภูมิภาค แต่ไม่มีใครสนใจว่าไฟฟ้านั้นเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือโรงไฟฟ้าเอกชนเยอะแยะ หรือเป็นไฟฟ้ามาจากเพื่อนบ้าน รู้แค่ว่าเป็นไฟฟ้าก็พอแล้ว
“เทคโนโลยีปัจจุบันจะทำให้ธนาคารเป็น Dump Pipe แม้แบรนด์จะสำคัญแต่ลูกค้าบางส่วนอาจจะไม่สนใจ ตัวอย่างชัดๆ ก็อย่างเช่น แกร็บแท็กซี่ ที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาเข้ามาลดการไม่มีประสิทธิภาพของระบบจับให้ลูกค้ากับรถแท็กซี่มาเจอกันโดยไม่มีรถของตัวเอง ในอนาคตธุรกิจธนาคารอาจจะไปถึงตรงนั้นก็ได้ บางเรื่องในขณะนี้อาจจะไม่ใช่ในอนาคตอีกต่อไป” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าว
สิ่งที่ธีรนันท์จะต้องทำในการเข้ามาดูแลอนาคตของธนาคารก็คือการศึกษาและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยการออกไปดูงานในธนาคารต่างประเทศว่าได้มีการพัฒนาไปอย่างไรแล้ว ซึ่งมีตารางจะต้องเดินทางทุกเดือนเพื่อไปดูงาน
“ในต่างประเทศ ธนาคารหลายแห่งเริ่มมีการออกแบรนด์รอง (Sub-brand) เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค เช่น เอ็มแบงก์ ของประเทศโปแลนด์ มีการตั้งธนาคารลูกออกมาเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งโดยเฉพาะในออสเตรเลีย สเปน ก็มี สำหรับสหรัฐอเมริกา มีธนาคารเวลส์ฟาร์โก เหล่านี้ล้วนเป็นโรลล์โมเดลสำหรับธนาคารต่างๆ” ธีรนันท์ กล่าว
อย่างไรก็ดี แม้รูปแบบของธนาคารในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ธีรนันท์ก็ยังเห็นว่าธุรกิจธนาคารยังคงมีงานหลักคือการปล่อยสินเชื่อ เพียงแต่สัดส่วนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะลูกค้าก็มีทางเลือกที่จะระดมทุนมากขึ้น
กว่าจะถึงวันนี้ ธีรนันท์ บอกว่า เกือบจะลาออกจากธนาคารกสิกรไทยช่วงที่กำลังจะใช้ทุนหมด ทางบริษัทไฟแนนซ์กำลังบูมมีการเสนอค่าตอบแทนให้สูงมาก แต่คุณปั้นได้รักษาคนเอาไว้ เรียกผมไปพบแล้วบอกให้ใจเย็นๆ แล้วไม่นานก็มีการประกาศโครงสร้างใหม่ มีการปรับค่าตอบแทนของธนาคารให้เทียบเท่าไฟแนนซ์ ทำให้คนที่คิดจะเปลี่ยนงานยังคงอยู่ต่อไป และคนเหล่านี้ปัจจุบันเป็นสมองของธนาคาร ซึ่งธนาคารกสิกรไทยมาถึงจุดนี้ได้วิสัยทัศน์ของคุณปั้นมีส่วนที่สำคัญมาก
“ผมรู้สึกสนุกกับโอกาสที่ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ และได้รับความไว้วางใจมากให้เข้ามาจับงานเพื่ออนาคตของธนาคาร ซึ่งผมจะทำให้ดีที่สุด” ธีรนันท์ กล่าว







