posttoday
ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

14 กุมภาพันธ์ 2559

นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเสียงท้วงติงออกมารุนแรงมากพอสมควร โดยนอกเหนือไปจากเรื่องโครงสร้างของสถาบันการเมืองแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ.จะถูกวิจารณ์หนักหน่วงไม่แพ้กัน ถึงขั้นมีการระบุว่าพาประเทศถอยหลังกลับไปก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

แก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเคยผ่านตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองอย่างโชกโชนอย่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ. 2540 สว.กทม. และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็เป็นอีกคนที่แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านพื้นที่ของโพสต์ทูเดย์

โดยมองว่า กรธ.เขียนร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหา แต่กลับไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีในสิ่งที่ไม่ได้เป็นปัญหา เหมือนกับการเขียนร่างรัฐธรรมนูญด้วยความมือบอน พร้อมกับไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็น

อาจารย์แก้วสรร เกริ่นว่า “การร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นการแต่งขึ้นมาใหม่ตามจินตนาการของตัวเอง ต้องเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งและมาวางว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้กำหนดมาแล้ว ผมก็ตั้งความหวังว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะยึดตามแนวทางนี้ อะไรที่มันไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ได้เป็นต้นเหตุก็อย่าไปมือบอน หรืออย่าไปแต่งใหม่ด้วยความคันไม้คันมือ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

“ผมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อแรกคือ ใช้คำว่ามือบอนก็แล้วกัน คือเรื่องที่มันไม่ใช่ปัญหา คุณจะไปยุ่งกับมันทำไม สำคัญที่สุดคือเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย ตรงนี้มันไม่ได้เป็นปัญหาเลย ปัญหา 10 ปีที่่ผ่านมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เป็นเรื่องของอำนาจมันเฟ้อ มันไม่ใช่สิทธิมันเฟ้อ แล้วคุณจะไปยุ่งกับมันทำไม ผมไม่เข้าใจ”

กรธ.พยายามอธิบายเป็นการเขียนให้กะทัดรัดมากขึ้น แต่เนื้อความก็ยังครอบคลุมไว้ทั้งหมด? อาจารย์แก้วสรร ตอบสวนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่จริง ตอนผมร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กับเพื่อนที่เป็น ส.ส.ร. สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก่อนหน้านั้นมันมีเฉพาะสิทธิมนุษยชน สิทธิในเนื้อตัว ร่างกาย การเดินทาง การนับถือศาสนา ความเป็นส่วนบุคคล อะไรก็ว่าไป แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพิ่มขึ้นมา คือ โลกปัจจุบันการดำรงอยู่ซึ่งความเป็นมนุษย์มันไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องทางการเมือง มันมีเรื่องสิทธิทางสังคมด้วย มีการศึกษา การสาธารณสุข ทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สิทธิชุมชน สิ่งที่เห็นอีกคือสิทธิในความโปร่งใสของระบบราชการ ที่ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ต้องรับฟังความคิดเห็นและให้เหตุผล”

“เรื่องเหล่านี้ไม่ควรเป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ควรเขียนให้เป็นสิทธิเลย ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยได้เอาเรื่องเหล่านี้ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพหมดเลย เอาไปอยู่หมวดใหม่ที่เรียกว่าหน้าที่ของรัฐ เดิมทีรัฐธรรมนูญจะมีหมวดสิทธิเสรีภาพและไปที่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะเป็นแค่แนวทางที่รัฐพึงปฏิบัติโดยไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้อง แต่พอสร้างหมวดหน้าที่ของรัฐขึ้นมา ก็มีคำถามว่าเมื่อเป็นหน้าที่ของรัฐขึ้นมาแล้วหมายความว่าอย่างไร มันเป็นสิทธิหรือเปล่า

“ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ  2550 เขาบอกให้มีสิทธิในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สมมติถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ปิดเหมืองแร่ที่ปล่อยน้ำเสียใส่ที่นาของชาวบ้าน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บอกให้เป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถฟ้องบังคับให้กรมทรัพยากรธรณีสั่งปิดเหมืองนี้ แต่พอคุณยกไปเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐก็มีคำถามว่าจะฟ้องได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้”

“คุณมีชัยบอกว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไปร้อง ป.ป.ช. คำตอบของผมคือ ไม่ต้องให้ใครติดคุกหรือปลดใครออกจากตำแหน่ง มันเป็นเรื่องของพวกคุณ แต่ผมต้องการให้น้ำสะอาดและคุณมีหน้าที่ ผมต้องการบังคับตามสิทธิของผม ไอ้ความเป็นสิทธิที่จะบังคับโดยเจาะจงมันหายไป ตัวนี้ผมเห็นว่าคุณมีชัยยังอธิบายไม่ได้”

“การเอาสิทธิหลายตัวไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเสียหมด ผมอธิบายว่ามันเหมือนกับเราเคยเอาแกะหลายตัวและเอารั้วมาล้อมเพื่อคุ้มครองไม่ให้หมาป่าเข้ามา แต่กลับเอาแกะหลายตัวออกจากรั้วนี้ มันเป็นการถอยกลับไป”

อาจารย์แก้วสรร มองอีกว่า “ที่สำคัญการเอาแกะออกไปจากรั้ว ปัญหาที่มีต่อไปอีกว่ารั้วที่มีอยู่และมั่นคงอยู่แล้วที่เรียกว่าหลักประกัน คุณก็ทำให้มันอ่อนแอลงไปอีก เดิมทีสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะลอยอยู่สูงๆ คอยควบคุมไม่ให้สภาตรากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญแค่นั้น แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เราให้สิทธิเสรีภาพทั้งหมดผูกพันทุกหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่โรงพักยันไปถึงรัฐสภาและรัฐบาล ควบคุมทุกกิจกรรมทั้งการตีความ การใช้ และการตรากฎหมาย พร้อมกับให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไปฟ้องศาลได้”

“แต่มาตอนนี้ความผูกพันเหล่านี้หายไปหมด เพียงแต่เขียนว่าถ้าไปเจออะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญก็ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นการทำให้สิทธิพิการและที่น่าห่วงคือ ปกติการใช้สิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐานจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามีการเอาออกและไปเติมมาใหม่ว่าจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบไอ้ตรงนี้แหมมันเป็นสิทธิที่มีต่อรัฐ คุณใช้มันเมื่อไหร่มันกระทบรัฐแน่นอน ตรงนี้ทำให้สิทธิมันพิการมากเข้าไปอีก”

“ผมไม่เข้าใจว่าความก้าวหน้าที่เขาทำกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เดินมาตลอด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง และทำให้คนมีสิทธิเกินกว่ารั้วบ้านเนี่ย คุณเอามันออกทำไม ทำไมคุณดึงประเทศกลับมาสู่ยุคระบบของอำนาจนิยมโดยระบบราชการ ให้ประชาชนมีสิทธิเฉพาะในรั้วบ้าน ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง และผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ถ้าอันนี้ยังอยู่”

“เรื่องสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เรื่อง รายละเอียดนะ มันเป็นเรื่องของวิธีคิดเลยนะ มันเป็นการดึงวิธีของผู้คนกลับมาว่าต่อไปนี้คุณจะมีสิทธิเฉพาะอยู่ในบ้านและเนื้อตัวของคุณ แทนที่ประชาชนจะเป็นมนุษย์ที่เป็นประธานที่ยอมเสียสิทธิเท่าที่จำเป็นและเอาประโยชน์ส่วนรวมไปให้ดูแล ตัวนี้มันหายไป ถ้าพูดในแง่หลักวิชาการเท่ากับว่าสัญญาประชาคมที่มีกับเราว่าเรามีรัฐเพื่ออะไรมันหายไปเลย มันหมายความว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งโลกสมัยนี้คนไม่ได้มีสิทธิแค่ในรั้วบ้าน”

แสดงว่าเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญยังน้อยไปในความคิดของอาจารย์? อดีต ส.ส.ร. ตอบว่า “ไม่ใช่น้อยไป มันเป็นเรื่องวิธีคิดเลย มันไม่ใช่แขนสั้น หรือเดินกะเผลกไป มันจากคนกลายเป็นหมาเลยสำหรับผมนะ ดังนั้น ผมไม่รับ ผมไม่เข้าใจด้วย มันไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมืองและใช้มาเป็น 10 ปี และคนก็เริ่มเคยชิน เริ่มเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาแล้ว”

ในเมื่ออาจารย์ก็มองออกและคิดว่า กรธ.ก็น่าจะมองออกเช่นกัน แต่ทำไม กรธ.ถึงยังดำเนินการในลักษณะนี้? อาจารย์แก้วสรรคิดว่า “อาจารย์มีชัยท่านคงเอาชีวิตสมัย 40 ปีก่อนของท่านมาใส่ในนี้ ทั้งที่สังคมนี้มันไม่ใช่สมัยนั้น ควรจะให้ประชาชนเป็นประธานมากขึ้น ที่สำคัญรัฐสมัยนี้พึ่งไม่ได้ ประชาชนควรลุกขึ้นและดูแลประโยชน์ตัวเองได้ แบบนี้จะช่วยให้การทุจริตลดลงได้ ไม่ใช่มีอะไรก็ไปให้ ป.ป.ช. ผมไม่เชื่อเปาบุ้นจิ้น”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท