
จัดสรรปันส่วนผสม
ได้เขียนไป 2-3 คำรบ เรื่องระบบสัดส่วนผสม กลายมาเป็นระบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
ได้เขียนไป 2-3 คำรบ เรื่องระบบสัดส่วนผสม กลายมาเป็นระบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ร่วมกันออกแบบมาชื่อระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งดังที่ได้ว่ากันไปแล้วพอสมควร เรื่องผสมนั้นเหมือนกัน คือ มีการเลือกตั้งแบบเขตผสมกับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เรื่องการกานั้น ระบบสัดส่วนผสมส่วนใหญ่แล้วจะกาสองครั้ง ครั้งหนึ่งในเขต อีกครั้งหนึ่งในบัญชีรายชื่อ แต่ก็มีบ้างที่กาครั้งเดียว ส่วนระบบจัดสรรปันส่วนผสมนั้นจะกาเพียงหนึ่งครั้ง เรื่องสัดส่วน ระบบจัดสรรปันส่วนก็ถือได้ว่ามีความเป็นสัดส่วน
แต่เนื่องจากวิธีคำนวณที่แตกต่างจากระบบสัดส่วนผสม และมีการนำคะแนนที่กระจายในส่วนเขตมารวมกันในส่วนบัญชีรายชื่อแล้วคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามอัตราส่วนที่พรรคแต่ละพรรคจะพึงได้ จึงเรียกเป็นการจัดสรรและปันส่วน คะแนนทุกคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงให้กับพรรคแต่ละพรรคไม่ตกหล่นทิ้งน้ำหายไปไหน ได้รับการนำมาคำนวณทุกคะแนน
บนพื้นฐานของกติกาที่ว่า สส.จะมีได้ 500 คน เป็นจำนวนถ้วน โดยมีแบบเขตเลือกตั้ง 350 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน การเลือกตั้งแบบเขตจะใช้วิธีคะแนนนำเสียงข้างมาก หรือคะแนนนำกำชัย ผู้สมัครของพรรคใดได้คะแนนนิยมสูงสุดในเขตใด ก็ได้เป็น สส.เขตนั้นไป
จากนั้นคะแนนของทุกพรรคจากทุกเขตที่พรรคส่งผู้สมัครก็จะถูกรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นคะแนนนิยมทั่วประเทศของพรรคนั้นๆ นำเอาคะแนนของทุกพรรคมารวมกันหารด้วย 500 จากนั้นก็นำผลลัพธ์ที่ได้ไปหารคะแนนนิยมของแต่ละพรรค ก็จะได้จำนวน สส.ที่พรรคนั้นๆ พึงได้ นำจำนวนดังกล่าวนี้ตั้งลบด้วยจำนวน สส.เขต ก็จะเป็นจำนวนที่เหลือสำหรับบัญชีรายชื่อ
หากจำนวน สส.เขตเท่ากับ หรือเกินไปกว่าจำนวนที่พึงได้แล้ว ก็จะไม่ได้รับการปันส่วนในส่วนบัญชีรายชื่อแล้ว เนื่องจากหลังการจัดสรรแล้ว คะแนนของพรรคนั้นเต็มคะแนนนิยมแล้ว ซึ่งหากเกินคะแนนนิยมไป แต่เป็นในส่วนของเขต เนื่องจากเป็นเจตนาโดยตรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เลือกผู้สมัครคนนั้นๆของพรรคใดๆ พรรคก็จะได้เก็บคนนั้นไว้ ถือว่าเป็นแต้มที่ทำได้ในเขต เหมือนนักกีฬาแข่งเดี่ยวได้เหรียญทอง แต่เมื่อรวมคะแนนเป็นทีมแล้วไม่ถึงกับได้เหรียญ จึงได้เก็บไว้ในส่วนเขตแต่ส่วนบัญชีรายชื่อไม่ได้รับเพิ่มแต่ประการใด







