
ควรร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติ
โดย...โคทม อารียา
โดย...โคทม อารียา
ตอนนี้คงเร็วเกินไปที่จะเชียร์หรือแช่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หากเป็นช่วงเวลาที่จะศึกษาร่าง และถ้าทำทันก่อนวันที่ 15 ก.พ.ก็ให้เสนอข้อคิดเห็นไปยัง กรธ. เผื่อเขาจะรับฟัง ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจออกเสียงประชามติให้ผ่าน แต่ถ้าเขาไม่รับฟังเลยหรือรับฟังเพียงผิวเผิน เราก็คงเสี่ยงโชคชะตากันต่อไปว่าจะรับหรือไม่รับร่างดี
มีคนถามว่าผมเห็นข้อดีของร่างนี้บ้างไหม ผมตอบว่าผู้ร่างเป็นมือชั้นครู ร่างย่อมมีข้อดีอยู่เป็นธรรมดา ผมถูกใจที่ กรธ.ร่างได้กระชับ ทำให้มีจำนวนมาตราเพียง 270 มาตรา สั้นกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 (มี 336 มาตรา) และสั้นกว่าปี 2550 (มี 309 มาตรา แต่มีจำนวนคำหรือความยาวกว่าเพื่อน) หมายความว่า กรธ.กล้าหาญที่จะฝืนใจคนที่สนใจการเมืองพอสมควร เพราะเขาเหล่านั้นจะพยายามให้ใส่ประเด็นทั้งหลายที่เขาเห็นว่าสำคัญไว้ในรัฐธรรมนูญให้หมด
ผมชอบระบบเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนที่มีสมาชิกแบบผสม ซึ่งทำให้จำนวน สส.ในสภาของพรรคพรรคหนึ่งเป็นไปตามสัดส่วนคะแนนนิยมของพรรคนั้น (แต่อยากให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อให้ผู้ไปลงคะแนนมีเสรีภาพในการเลือก คือ เลือกทั้งคนทั้งพรรคก็ได้ หรือเลือกต่างไปก็ได้) ผมเห็นเจตนาดีของผู้ร่างที่ริเริ่มให้มีหมวดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญไทย คือ หมวดหน้าที่ของรัฐ ซึ่งบังคับให้รัฐต้องทำให้สิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมของคนไทยเป็นจริง มิฉะนั้นอาจยกเป็นคดีฟ้องร้องรัฐ (บาล) ต่อศาลได้
ผมทราบความตั้งใจดีของ กรธ.ที่จะให้รัฐธรรมนูญเป็นยาแรงไว้ปราบคอร์รัปชั่น แม้บางทีก็อาจแรงเกินไปจนผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งจะขยาด จนจะทำตัวเช้าชามเย็นชามและรู้รักษาตัวรอดแบบข้าราชการบางคน ทั้งๆ ที่เราควรสนับสนุนให้มีนักการเมืองที่ชาญฉลาด และอาจหาญในการบริหารบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา ผมเข้าใจว่า กรธ.ไว้วางใจองค์กรอิสระให้คอยเตือนหรือป้องปรามนักการเมืองไว้ก่อนที่จะฉ้อฉลและก่อผลเสียต่อบ้านเมือง
แต่ที่ผมไม่แน่ใจ คือ เมื่อนักกฎหมายเขียนกฎหมายโดยหวังส่งเสริมคนดี กีดกันคนโกงแล้ว กฎหมายจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้เพียงใด เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ มีมากกว่าปัจจัยทางกฎหมาย อีกทั้งอาจมีการพลิกแพลงใช้กฎหมายเป็นยาแรงคอยทิ่มแทงคู่ต่อสู้ทางการเมือง โดยนักกฎหมายเองก็ไม่เท่าทัน
ผมมีคำถามบางประการอยากฝากถาม กรธ. ดังนี้
(1) เท่าที่ผ่านมากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญทำให้ประชาชนสนใจ อยากมีส่วนร่วม และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของมากน้อยเพียงไร
(2) ในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้ ควรหรือไม่ที่ กรธ.จะใส่นวัตกรรมทางการเมืองและทางกฎหมายหลายๆ เรื่องไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้เกิดความสงสัยว่านวัตกรรมดังกล่าวจะส่งผลประการใด
(3) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่ทำไมกรรมการที่ทำหน้าที่สรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระจึงอยู่ในแวดวงเดียวกัน (แวดวงตุลาการและข้าราชการ) เป็นหลัก และมีความยึดโยงกับภาคประชาสังคมก็แต่น้อย ขณะเดียวกัน กรธ.ก็ให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จริงอยู่ว่าครั้งหนึ่งรัฐบาลอาจมีอำนาจมากจนเข้าแทรกแซงองค์กรเหล่านี้ แต่ก็ควรสร้างการคานดุลอำนาจที่เหมาะสมมิใช่หรือ มากกว่าจะให้อำนาจแก่องค์กรเหล่านี้จนอาจแทรกแซงรัฐบาลได้อย่างเกินพอดี
(4) กรธ.เขียนหมวดใหม่ขึ้นมา คือ หมวดหน้าที่ของรัฐ แล้วอธิบายว่า การวิจารณ์ว่าสิทธิบางประการที่เคยบัญญัติไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพหายไปนั้น อันที่จริงมีอยู่ครบ ถ้าไปอ่านหมวดใหม่นี้ อันที่จริง กรธ.จะช่วยอธิบายให้ชัดเจนสักหน่อยได้ไหมว่า สิทธิของประชาชนกับหน้าที่ของรัฐเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
(5) ทำไม กรธ.จึงร่างรัฐธรรมนูญให้การแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคตทำได้ยากมาก กรธ.อธิบายว่าแก้รัฐธรรมนูญได้ด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของรัฐสภา ซึ่งก็น่าจะเหมาะสม แต่ทำไมต้องเขียนด้วยว่าในจำนวนนี้ต้องมี สส.จากพรรคการเมืองทุกพรรคที่มี สส.ไม่น้อยกว่า 10 คนเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของ สส.ในพรรคดังกล่าว หมายความว่า ถ้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมี สส. 10 คน และมีมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเพียรหา สส.พรรคนี้สักหนึ่งคนที่ฝืนมติของพรรค
มิฉะนั้นพรรคดังกล่าวก็มีสิทธิยับยั้ง (วีโต้) การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ การที่ กรธ.อธิบายว่าต้องการความเห็นพ้องแม้เพียงน้อยนิดจากทุกพรรคนั้น จะทำให้เกิดกรณีเสียงข้างน้อยที่เหนียวแน่นเพียง 10 เสียง ยับยั้งเสียงข้างมากถึงแม้จะมีอย่างถล่มทลายได้หรือไม่
(6) รายการเปิดกล่องทุกเช้าเย็นซึ่งรัฐให้ กรธ.ได้ใช้สื่อของรัฐทุกช่องและของเอกชนอีกหลายช่องชี้แจงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญนั้น กรธ.คิดว่าสื่อของรัฐควรจะเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้เห็นต่างเพื่อให้ทั้ง กรธ.และประชาชนได้รับฟังความเห็นที่รอบด้านมากขึ้นหรือไม่
ผมได้ยินมาตลอดเวลาว่า คสช.ขอเวลาหน่อย แล้วจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว แต่พอมาอ่านบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ผมเกิดความรู้สึกว่า แม่น้ำหลายสายของ คสช.ล้วนแต่จะอยู่ในอำนาจให้นานเท่าที่จะนานได้ ซึ่งอันที่จริงเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่และจะมีการเลือกตั้งแล้ว แม่น้ำทุกสายก็ควรวางมือจากอำนาจได้
ผมขอเสนอว่า เมื่อประกาศวันเลือกตั้งทั่วไปแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควรยุติบทบาทการออกกฎหมายและทำหน้าที่เพียงวุฒิสภาเท่านั้น ซึ่งคล้ายกรณียุบสภาหรืออายุของสภาสิ้นสุดลง ส่วน คสช.ซึ่งใช้อำนาจพิเศษได้นั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วก็ควรลงจากอำนาจ อันที่จริงก็ไม่ได้ลงเสียทีเดียว เพราะรัฐบาล คสช.ก็ยังอยู่และมีอำนาจบริหารในมืออยู่แล้ว ไม่น่ากลัวเกรงเหตุการณ์อะไรที่จะ “เอาไม่อยู่”
ส่วนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งอาจเป็นผลพวงจากคำว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ซึ่งเคยเป็นสโลแกนหรือวาทกรรมไว้ช่วงชิงอำนาจนั้น ก็ควรทราบดีว่าการปฏิรูปย่อมใช้เวลา และหลายเรื่อง เช่น การต่อต้านการคอร์รัปชั่น ต้องการทั้งเวลาและความพยายามที่ต่อเนื่อง ดังนั้นในวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ขอให้ถือว่า สปท.ได้ทำหน้าที่แล้ว และควรสิ้นสุดลง
สำหรับ กรธ.นั้น กรธ.มอบอำนาจหน้าที่ให้ตนเองในการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ฉบับ แถมกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอีกหนึ่งฉบับ โดยหวังให้มีกฎหมายลูกที่สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ร่างกฎหมายแม่ (รัฐธรรมนูญ) ได้เต็มที่ อันที่จริง กรธ.น่าจะจัดทำร่างเฉพาะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพียง 4 ฉบับ (ว่าด้วย สส. ว่าด้วย สว. ว่าด้วย กกต. และว่าด้วยพรรคการเมือง) เพื่อให้สามารถเลือกตั้ง สส. และได้มาซึ่ง สว. มาประกอบเป็นรัฐสภาที่จะออกกฎหมายฉบับอื่นๆ ต่อไป กรธ.ควรเร่งทำกฎหมาย 4 ฉบับ ในทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จในเดือน มี.ค.และให้ กรธ.สิ้นสุดลงเมื่อทำหน้าที่นี้เสร็จ
เราอยู่ในวิกฤตการเมืองมานับสิบปี ณ จุดหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ผมขอเอาใจช่วย กรธ. มิใช่ให้ร่างรัฐธรรมนูญให้ถูกใจ กรธ.ที่สุด หากให้คนจำนวนมากเข้าใจและยอมรับได้พอที่จะผ่านประชามติในเดือน ก.ค.







