
เงินเยนอ่อนส่งออกไทยเหี่ยว
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
พิ่งต้นปีก็เริ่มที่จะเหนื่อย...การส่งออกไทยออกอาการทรุดหนัก เข้าขั้นโคม่า รัฐบาลพยายามอัดมาตรการกระตุ้น เสริมวิตามินต่างๆ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกโรงเป็นแม่ทัพ ปักธงประกาศจะผลักดันให้การส่งออกปีนี้ให้โต 5% ท่ามกลางที่ภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ลุ้นแค่ส่งออกปีนี้ไม่ติดลบก็สาหัสแล้ว
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประชุมร่วมกับภาคเอกชนและทูตพาณิชย์ ซึ่งคาดการณ์ว่าส่งออกสินค้าไทยปี 2559 จะขยายตัวได้เพียงแค่ 2.5% จากปี 2558 ที่คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยจะติดลบ 3%
นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า สภาผู้ส่งออกคาดว่าปีนี้การส่งออกจะโต 2% แม้ว่าในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการจะเห็นตรงกันว่าจะไม่เติบโต หรืออาจติดลบ 0.2%
สวนทางกับมุมมองของสมคิดที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า การส่งออกปีนี้จะฟื้นกลับมาบวก 5% และไม่ยอมที่จะปรับลดเป้าหมาย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก
การผลักดันการส่งออกไทยให้ไปถึงเป้าหมายที่เกินจริงไปบ้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ท่ามกลางมรสุมต่างๆ ยังมีผลให้การส่งออกไทยต้องซวนเซ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่น รวมไปถึงเศรษฐกิจยุโรปที่เริ่มเกิดปัญหากับสถาบันการเงิน ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมในระบบเศรษฐกิจโลกจะซบเซาลง รวมถึงราคาสินค้าเกษตร น้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงตกต่ำ รวมทั้งไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีการผลิตสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของโลก ไม่สามารถที่จะแข่งขันได้
นอกจากนี้ ปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความผันผวน จากที่ประเทศคู่ค้ามีนโยบายลดค่าเงินจากการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่า เพื่อที่จะเอื้อการส่งออกในแต่ละประเทศให้ดีขึ้น
แต่ทว่าสงครามค่าเงินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทุกประเทศนำมาลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นการส่งออกและภาคเอกชนต่างก็ออกมากระตุ้นให้ ธปท. ต้องแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อที่จะเป็นตัวช่วยการส่งออกด้วย
ในขณะที่มุมมองของ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า หากทุกประเทศแข่งกันลดค่าเงิน ไม่คิดว่าจะมีใครได้ประโยชน์จากตรงนี้ แม้ผลประโยชน์ที่ว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งออกบ้าง แต่เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นที่อาจต้องแลกด้วยผลกระทบอื่นๆ อีกมากมาย
“ธนาคารกลางจะตัดสินใจอะไรก็คงต้องดูหลายๆ ด้านประกอบกัน ด้านหนึ่งอาจช่วยเรื่องส่งออก แต่ถ้าค่าเงินลดไปมากๆ ก็อาจเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันยังกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม นำไปสู่ภาระหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น หลายครั้งที่ค่าเงินอ่อน เงินมักไหลออก อัตราดอกเบี้ยในประเทศจึงต้องปรับขึ้น สภาพคล่องก็หดหาย กระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาว” วิรไท กล่าว
ล่าสุด ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ผ่อนคลายเพิ่มเติมนั้น หลายคนมองว่านี่คือการปลุกให้สถานการณ์สงครามค่าเงินกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เพราะมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางในแต่ละประเทศอีกหลายแห่งอาจต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ซึ่งวิธีการเหล่านี้ไม่ต่างจากการแข่งกันลดค่าเงิน
จากผลการวิเคราะห์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาตอกย้ำ ได้รายงานวิเคราะห์ผลกระทบของไทยจากการที่คณะกรรมการบริหารของธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้มีมติใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% ว่า อัตราดอกเบี้ยที่ติดลบอาจทำให้เกิดสงครามค่าเงิน เพราะเงินเยนอ่อนค่า เงินหยวนจีนก็อ่อนค่าเช่นกัน และสองประเทศนี้ก็พึ่งพาการส่งออก ส่งผลให้สินค้าไทยไม่สามารถส่งไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้าจากญี่ปุ่นและจีนในประเทศที่สามด้วย
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าหลักอันดับที่ 3 ของไทย ในปี 2558 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังญี่ปุ่น 9.4% ของการส่งออกรวม มีมูลค่าอยู่ที่ 20.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวติดลบ 7.7% เป็นการหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. 2558
สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล เป็นต้น การที่บีโอเจใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก การส่งออกไปญี่ปุ่นอาจลดลงอีก เพราะการจับจ่ายเพิ่มขึ้นในภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้น การนำเงินออมเพื่ออนาคตไปใช้จ่ายย่อมเป็นความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม “การส่งออก” ยังไงก็ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย เพราะด้วยโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การจะหวังให้ภาคบริการหรือการบริโภคมาเป็นตัวขับเคลื่อนแทนคงเป็นไปได้ยาก เพียงแต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องตอบโจทย์ให้ได้ก่อนในเรื่องของการส่งออก คือ เราจะส่งออกอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลับไปที่เรื่องการลงทุน เพราะเป็นตัวที่ทำให้สินค้าส่งออกเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่ม
ดังนั้น การผลักดันการส่งออกให้เติบโตตามเป้าหมาย ไม่เพียงจะหวังแค่พึ่งแต่ภาครัฐเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกับภาคเอกชน โดยภาครัฐต้องเป็นผู้นำผลักดันการค้าสู่ตลาดเป้าหมาย ด้วยการนำทัพเศรษฐกิจเจาะตลาดการค้าสำคัญ ทั้งแบบภาครัฐต่อภาครัฐ (จีทูจี) เคาน์เตอร์เทรด และสร้างหุ้นส่วนการค้าการลงทุนที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการบุกตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงซีแอลเอ็มวีก็เป็นตลาดหนึ่งที่มองว่าไม่ใช่คู่แข่งขันเท่านั้นแต่เป็นคู่ค้า
นี่ก็เป็นหนึ่งในประชารัฐที่ภาครัฐและเอกชนก็ต้องร่วมกัน “ฟันฝ่า” เพราะเหมือนว่า “ลงเรือเดียวกัน” ที่จะต้องประคับประครองให้เครื่องยนต์ “การส่งออก” ไม่สำลัก หรือ “ทรุดหนัก” ไปกว่านี้ นั่นหมายความว่าจะฉุดเศรษฐกิจไทยให้ทรุดตามไปด้วย







