posttoday
เมื่อยักษ์ไทยอาจหาญต่อกรยักษ์โลก

เมื่อยักษ์ไทยอาจหาญต่อกรยักษ์โลก

12 กุมภาพันธ์ 2559

กรณีข่าวดังสนั่นโลกวันนี้คงไม่พ้นเรื่องการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีจากกลุ่มคาสิโน กรุ๊ป ประเทศฝรั่งเศส โดยนักธุรกิจไทยที่ได้รับการยอมรับในความนิ่ง แต่เมื่อเคลื่อนอะไรสักครั้ง สะเทือนวงการ และครั้งนี้ต้องถือว่ากระเพื่อมระดับโลกทีเดียว

กรณีข่าวดังสนั่นโลกวันนี้คงไม่พ้นเรื่องการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีจากกลุ่มคาสิโน กรุ๊ป ประเทศฝรั่งเศส โดยนักธุรกิจไทยที่ได้รับการยอมรับในความนิ่ง แต่เมื่อเคลื่อนอะไรสักครั้ง สะเทือนวงการ และครั้งนี้ต้องถือว่ากระเพื่อมระดับโลกทีเดียว

แต่ผู้เขียนสนใจความคิดเห็นในโลกออนไลน์ว่า คนไทยมีมุมมองอย่างไรหลังจากข่าวออกมา เพราะโลกธุรกิจขนาดใหญ่เข้าใจว่าทุกคนพยากรณ์อะไรต่างๆ ออกไปข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อได้รับทราบข่าวนี้ คนที่ไม่อยู่ในวงการค้าปลีกค้าส่งต้องดีใจ ที่อย่างน้อยที่สุดประเทศไทยก็มีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าซื้อกิจการจากต่างชาติได้ กลับกันกับวิกฤตการณ์การเงินปี 2540 ต่างชาติเข้าซื้อกิจการในประเทศไทยหลายแห่ง จนหลายคนพูดว่าเรากลายเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การเดินหมากครั้งนี้น่าจะเป็นการพิสูจน์บางอย่างว่า เกมการค้าโลกของนักธุรกิจไทยก็ไม่ด้อยกว่ายักษ์เศรษฐกิจโลก แต่กลับประหลาดใจที่คนจำนวนไม่น้อยมองลบ และหากตามอ่าน ใจกว้างไว้ก่อน ไม่ดูถูกประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียล จะพบว่ามีไม่น้อยที่วิเคราะห์อะไรทางธุรกิจในลักษณะทางวิชาการที่ไม่มีการตั้งธงล่วงหน้า มีกลยุทธ์ทางธุรกิจ ก็ถือว่าสังคมเสมือนจริงนี้มีส่วนหนึ่งมีคุณภาพมาก แต่ทำไมมองลบกว่า ต้องตั้งคำถาม? 

เพราะหลักสำคัญที่ยึดไว้เสมอ คือ ต้องการสะท้อนผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ไม่ว่าเชิงบวกหรือลบ จากการเคลื่อนไหวในระบบเศรษฐกิจ โดยต้องการลงลึกมากกว่าตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์สู่พฤติกรรมและความคิดเห็นของคนในสังคมส่วนใหญ่ เพราะสังคมนี้จะไม่ได้สงบสุขที่ตัวเลข แต่จะสงบสุขที่ความคิดเห็นที่อยู่ร่วมกันได้

ความเห็นแบ่งได้เป็น 2 ข้างชัดเจน ข้างหนึ่งมองบวกในลักษณะที่กล่าวข้างต้น คือ วันนี้ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ของไทยกลับมาอยู่ในมือคนไทย ประเทศไทยจะมีตัวช่วยที่มีพลังพอในการผลักดันสินค้าไทยหลายอย่างออกสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็สามารถที่จะหยุดยั้งการทะลักของสินค้าต่างชาติที่เข้ามาทำลายสายการแปรรูปตั้งแต่ต้นทาง กลางทางคือโรงงานขนาดเล็กใหญ่ และปลายทางคือห้างสรรพสินค้าในลักษณะต่างๆ เราจะสามารถสร้างสมดุลและมีแรงต่อรอง ชะลอการบุกต่างชาติโดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศคือเอสเอ็มอีและเกษตรกร

ขณะเดียวกันกลุ่มมองลบมองว่านี่คือการผูกขาดตลาดในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่ากลุ่มของนักธุรกิจท่านนี้มีฐานการผลิตมหึมา สามารถผลิตสินค้าโดยเฉพาะในหมวดเครื่องดื่มทุกประเภท และจำหน่ายผ่านช่องทางจำหน่ายของตนเอง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ผลิตขนาดกลาง ขนาดเล็ก สามารถนำสินค้าของตนเข้าไปยังช่องทางจำหน่ายปลีกได้ และไม่เชื่อว่าจะมีการนำสินค้าจากผู้ผลิตขนาดกลางและเล็กไปสู่ตลาดโลก ยกเว้นสินค้าของตนเอง โชห่วย เอสเอ็มอีตายหมด กลุ่มมองลบโจมตีกลุ่มมองบวกว่าโลกสวย

มุมมองลักษณะนี้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมีผลมากต่อการตอบสนองของนโยบายรัฐบาล และตอนนี้ลามไปถึงการขยับของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย สังคมเริ่มมีการตรวจสอบทุกอย่างด้วยตัวสังคมเอง และอาจจะไม่เชื่อถือองค์กรใดของรัฐในอนาคตก็เป็นได้

สำหรับผู้เขียนขอจัดตัวเองมองบวกเรื่องนี้ มีเหตุผลที่แตกต่างบางประการ การขายหุ้นทิ้งของทุนต่างชาติส่งสัญญาณบวกต่อตลาดโลก ขณะที่เชื่อเหตุผลของกลุ่มที่มองลบซึ่งยิ่งมองลบยิ่งดี ยิ่งทำให้เกิดการเคลื่อนที่ในระดับ Mass Scale ของผู้ผลิตสินค้าที่อาจมีการทับซ้อนกับการผลิตของกลุ่มทุนใหม่ รวมทั้งโชห่วย ค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิม ให้หาช่องทางจำหน่ายใหม่ เปิดพื้นที่เล่นใหม่ ขยายจากประเทศไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งผลิตภัณฑ์และทั้งช่องทางจำหน่ายที่ตอนนี้โชคดี

ประเทศไทยเริ่มตั้งหลักได้แล้วในเรื่อง App Commerce (ขอเปลี่ยนจาก E-Commerce เพราะขณะนี้ Platform การทำธุรกิจดิจิทัลย้ายจากเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าเป็น Application) ขอสรุปเป็น 3 ประเด็น

1.สินค้าที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยจะสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น จากการสร้างโครงข่ายการค้าระดับโลก ซึ่งนอกจากการซื้อกิจการของบิ๊กซีแล้ว กลุ่มทุนดังกล่าวยังเข้าซื้อกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ในเวียดนามมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้กลุ่มทุนอื่นที่แข่งขันกันอยู่ต้องขยายพื้นที่ตลาดจากในประเทศไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหามีข้อเดียวว่าจะไปคนเดียว หรือต้องมีผู้ผลิตสินค้าที่เป็นพันธมิตรไทยไปด้วย ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นไปได้ยากมากที่จะสามารถไปได้คนเดียว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีลักษณะพิเศษบางอย่าง

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านว่าเป็นส่วนน้อยที่จะได้ประโยชน์ แต่ส่วนน้อยบนขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมๆ แล้วย่อมไม่น้อย หรือมากกว่าเดิมแน่นอน

2.เกิดการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมากขึ้นในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาหากพิจารณาโครงสร้างทางธุรกิจในภาพใหญ่ให้ละเอียด กลุ่มค้าปลีกค้าส่งจะมีเพียง 2 กลุ่มใหญ่ที่ต่อสู้กันทางตรงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ดิสเคาต์สโตร์ ตอนนี้จะกลายเป็น 3 กลุ่ม ชวนให้คิดถึงการแข่งขันของกลุ่มโทรคมนาคม ย้อนหลังไปหลายสิบปีก่อน เมื่อมี 2 กลุ่มการแข่งขันยังธรรมดามาก แต่เมื่อมีผู้เล่นคนที่ 3 ตลาดกลายเป็นของผู้บริโภคทันที

ปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาดูต่อคือ การผลักภาระด้านต้นทุนจากการแข่งขันนี้จะไปอยู่ที่ใคร ไปที่ผู้ผลิตสินค้าที่ป้อนให้ในแง่ราคารับซื้อ เครดิต สัญญาเป็นธรรมหรือไม่? หรือไปที่ผู้บริโภค? สังคมจะตามตรวจสอบเองในอนาคตด้วย

3.ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่ผลิตสินค้าส่งที่ไม่ใช่เฮาส์แบรนด์ หรือโรงงานที่ไม่ใช่เกิดจาก Captive Company และการทำ Vertical Integration ต้องหาทางรอด และทางรอดนั้นมีอยู่แล้วมาโดยตลอดในหลายสิบปีนี้ เพียงแต่สำหรับผู้ผลิตเหล่านี้ยังไม่ถึงจุดวิกฤตที่จะคิดเรื่องการสร้างตราสินค้าของตัวเอง การใช้ช่องทางจัดจำหน่ายที่ไม่อิงกับใครเฉพาะ และการใช้ App Commerce อย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมามักทำเป็นตัวเสริม การค้าขายยังคงเป็น Traditional Trade รวมไปถึงการมองตลาดต่างประเทศ ใหญ่ไปแบบใหญ่ เล็กไปแบบเล็ก

 หากรัฐบาลใดก็ตามจับกระแสครั้งนี้ถูกต้อง มองประชาชนทั้งหมดเท่าเทียมกัน กลุ่มทุนใหม่และกลุ่มทุนเดิมที่เป็นคู่แข่งกันต้องพิจารณาหลายอย่างใหม่ โดยเฉพาะเรื่องพันธมิตรขนาดเล็กกว่าทางธุรกิจ หากคิดยาวถึงฐานรากร่วมไปกับการขยายธุรกิจ การค้าในทุกระดับของประเทศจะถูกบังคับให้ปรับตัวเองตามธรรมชาติ

เราอาจแปล GDP ได้ใหม่จาก Gross Domestic Product เป็น Gross Domestic Peace (ความสงบสุขมวลรวมของประเทศ) แล้วทั้งประเทศจะชนะ เพราะเศรษฐกิจกับการเมืองแยกกันไม่ออกจริงๆ

โลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีใครมองแต่ตัวเอง หรือมองแต่เรื่องของตัวเองแล้วจะอยู่รอดได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท