
สำรวจแร่เพชรบูรณ์ กพร.แค่ล้างไพ่?
โดย...แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา
โดย...แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา
ป็นข่าวดังจากภารกิจปกป้องผืนป่า จ.เพชรบูรณ์ เมื่อ กอ.รมน.จังหวัด เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่สำรวจแร่ใน ต.ยางงาม และนาเฉลียง อ.หนองไผ่ ของ บริษัท สยาม คอปเปอร์ รีซอร์สเซส พบว่าบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสองข้างทางสายชัยวิบูลย์ เป็นความผิดตามมาตรา 54 และ 55 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จากนั้นได้อายัดที่ดินและของกลางเครื่องขุดเจาะสำรวจแร่พร้อมอุปกรณ์
ต่อมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์จัดประชุมในพื้นที่ มีชาวบ้านและผู้นำชุมชนประมาณ 200 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือการแก้ไขปัญหาการสำรวจเหมืองแร่ของบริษัทดังกล่าว การประชุมได้ข้อยุติว่า “ราษฎรในพื้นที่ไม่ยินยอมให้ทางบริษัทเข้ามาดำเนินกิจการใดๆ ในพื้นที่”
ไม่กี่วันจากนั้น ชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ออกข่าวชี้แจงว่า บริษัท สยาม คอปเปอร์ฯ ได้รับการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษให้สำรวจแร่ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี จำนวน 15 แปลง ในพื้นที่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ หนองไผ่ และบึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. 2558 มีอายุ 5 ปี หากการกระทำดังกล่าวของบริษัทเป็นความผิดตามกฎหมายป่าไม้ ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาต มีโทษปรับ และรัฐมนตรีมีอำนาจเพิกถอนอาชญาบัตรเฉพาะแปลงนั้นได้ โดยเน้นว่า กพร.ให้อนุญาตเพียงการสำรวจแร่เท่านั้น ยังไม่ได้ให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่แก่บริษัทแต่อย่างใด
ช่างน่าสงสัยกับการออกแรงแข็งขันกันทุกฝ่ายกับที่ดินบุกรุกป่าสงวนฯ 2 งาน ที่ กพร.ถึงขั้นชี้แจงเป็นข่าวใหญ่โต โดยระบุว่าหากผิดจริงอาจถึงขั้นเพิกถอนอาชญาบัตร น่าจะถือได้ว่าเป็นครั้งแรกๆ ในประเทศไทยหากจะมีการเอาผิดในกรณีนี้
หรือการสำรวจแร่ใน จ.เพชรบูรณ์ มีเบื้องหลังเบื้องลึกมากกว่านั้น?
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2558 อุตสาหกรรมและ กพร. เปิดข้อมูลมีเอกชนยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำเฉพาะใน จ.เพชรบูรณ์ ได้แก่ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส 44 แปลง เนื้อที่ 397,396 ไร่ บริษัท ฟ้าร้อง 4 แปลง 29,597 ไร่ บริษัท สยาม คอปเปอร์ฯ 8 แปลง 78,414 ไร่ บริษัท คลองตะแบก ไมน์นิ่ง 3 แปลง 29,052 ไร่ บริษัท ไทย โกลบอล เวนเจอร์ส 3 แปลง เนื้อที่ 9,929 ไร่ และบริษัท ทรัพย์ภูมิ 2 แปลง เนื้อที่ 16,135 ไร่
รวมพื้นที่ทั้งหมด 560,523 ไร่
ส่วนเว็บไซต์ กพร. ระบุข้อมูลอาชญาบัตรพิเศษในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ได้แก่ บริษัท สยาม คอปเปอร์ฯ ได้อาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสีแล้ว 27 แปลง พื้นที่ 259,430 ไร่ และบริษัท พีวีเค ไมน์นิ่ง ได้อาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่เหล็ก ทองแดง ตะกั่ว สังกะสีแล้ว 10 แปลง พื้นที่ 96,619 ไร่ รวมพื้นที่อาชญาบัตรพิเศษของทั้งสองบริษัท 356,049 ไร่ จะหมดอายุในปี 2563
หากรวมแล้วใน จ.เพชรบูรณ์ จะมีพื้นที่ขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่และพื้นที่อาชญาบัตรพิเศษทั้งหมด 916,572 ไร่ บนพื้นที่เกือบล้านไร่ จึงมีอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ของบริษัท สยาม คอปเปอร์ฯ ที่ได้มาในปี 2558 ขณะที่คำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำของบริษัทเหมืองทองเจ้าใหญ่ในประเทศยังติดขัดที่มติ ครม.ในปี 2550 รวมทั้งร่างนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำปี 2558 ยังคลอดไม่ได้
โดย พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 35 กำหนดว่าอาชญาบัตรพิเศษจะออกทับเขตเนื้อที่ซึ่งมีผู้ได้รับอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรอยู่แล้วมิได้ ถ้ามีเขตเนื้อที่ซึ่งมีผู้ได้รับอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรอยู่แล้วในเขตคำขอ การออกอาชญาบัตรพิเศษจะกระทำได้โดยกันเขตเนื้อที่ซึ่งมีผู้ถืออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรอยู่แล้วในเขตคำขอนั้นออก
มาถึงวันนี้ที่การขยายพื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำยังติดมติ ครม.ปี 2550 และร่างนโยบายเปิดเหมืองทอง 12 จังหวัด ที่ต้องการกันพื้นที่แหล่งแร่ทองคำออกเป็นโครงการพัฒนาแหล่งแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่ โดยให้อำนาจกระทรวงอุตสาหกรรมในการเปิดประมูลพื้นที่หรือวิธีการอื่นๆ หากมีปัญหาการยื่นขอทับซ้อน ยังไม่ได้ประกาศใช้
หมายความได้ง่ายๆ ว่าใครขอก่อน ได้อาชญาบัตรก่อน มีสิทธิก่อน
งานนี้จึงน่าจะมีคนเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย เพราะบริษัทเหมืองทองเจ้าใหญ่ที่ได้สิทธิครอบคลุม 3 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก และกำแพงเพชร กำลังจะหมดอายุสัมปทาน หากไม่ได้อาชญาบัตรพิเศษเพื่อเปิดสำรวจในพื้นที่แหล่งใหม่ จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องนโยบายว่าด้วยการยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ คำขออาชญาบัตรพิเศษ และคำขอประทานบัตร กรณีการยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน พ.ศ. 2550 ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประสงค์ยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ คำขออาชญาบัตรพิเศษ และคำขอประทานบัตรเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันหลายราย ซึ่งการยื่นคำขอดังกล่าว ยังมิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ยื่นคำขอแต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้มีผู้ยื่นคำขออาชญาบัตรเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันในหลายจังหวัด ก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ขอกันเองและกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนปัญหาการร้องเรียนคัดค้านต่างๆ ตามมา
กล่าวภาษาง่ายๆ ว่า การยื่นขอสำรวจแร่และขอทำเหมืองแร่หลายเจ้าในพื้นที่เดียวกันเป็นปัญหามาช้านานแล้ว ไม่ว่าเป้าหมายของผู้ขอจะหวังผลในทางใด
ตัวอย่างกรณีเหมืองทอง จ.เลย ที่รัฐทำสัญญากับบริษัท ทุ่งคำ โดยให้อาชญาบัตรพิเศษผูกขาดการสำรวจแร่บนเนื้อที่กว่า 3 แสนไร่ ผ่านมติ ครม. ซึ่งนำมาสู่คำขอประทานบัตร 112 แปลง ปัจจุบันมีการทำเหมืองไปแล้ว 6 แปลง หากผู้ประกอบการเหมืองแร่รายอื่นจะขอประทานบัตรในพื้นที่ทับซ้อนใน 112 แปลงนี้ จะต้องผ่านการยินยอมจากบริษัท ทุ่งคำ ก่อน
ดังนั้น คงจะกล่าวได้ว่า ใครขออาชญาบัตร ขอประทานบัตรได้ก่อน ครอบคลุมพื้นที่ได้ยิ่งมากเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มช่องทางในการหาประโยชน์บนพื้นที่ที่ได้สิทธิหลายช่องทางมากขึ้น
แต่หากการตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว เรื่องแดงขึ้นมา คนที่เดือดร้อนก่อนคือรัฐผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแล เพราะอาจจะถูกสอบวินัยหรือถูกฟ้องร้องได้ทั้งสองทาง วิธีการหลบเลี่ยงปัญหานี้ คือหาช่องทางในกฎหมายอื่นมาจัดการ







