
‘ดอยช์แบงก์’ ป่วน หวั่นจุดวิกฤตโลกรอบใหม่
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่มีข่าวว่าจะรับซื้อหุ้นคืนส่วนหนึ่งจากวงเงินที่ออกไปทั้งหมดราว 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) หุ้นของ “ดอยช์แบงก์” ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ก็ดีดตัวขึ้นแรงทันที 10% ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นแรงบวกที่ไม่ยั่งยืนนัก เพราะหุ้นได้กลับมาลบอีกถึง 7% ในการเปิดตลาดวันถัดมา
เท่ากับว่าตลอดทั้งปี 2016 นี้ หุ้นของดอยช์แบงก์ที่ถือเป็นแบงก์ท็อปไฟว์ในยุโรป มีมูลค่าดิ่งลงไปถึงเกือบ 40% แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ปกติอย่างยิ่งของภาวะตลาดทุนในช่วงนี้ เพราะความกังวลของดอยช์แบงก์ยังขยายวงลุกลามไปยังหุ้นกลุ่มแบงก์อื่นๆ และตลาดหุ้นในยุโรป ก่อนจะกระทบชิ่งต่อเนื่องไปยังตลาดในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
หุ้นกลุ่มแบงก์ในสหรัฐดิ่งลงไปแล้วถึง 19% ตั้งแต่ต้นปีนี้มา หุ้นแบงก์ในยุโรปร่วงลงไป 24% ขณะที่หุ้นแบงก์ในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นกลุ่มขาใหญ่ระดับโลก ก็ร่วงลงไปมากถึง 36% หุ้นแบงก์อิตาลีลดลง 31% ส่วนแบงก์กรีซหนักสุด 60% เพราะมีปัญหาเฉพาะในประเทศของตัวเองด้วย
สถานการณ์เหล่านี้กำลังสะท้อนสิ่งที่ตลาดกำลังวิตกกันมากที่สุดว่า ดอยช์แบงก์ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของปัญหาทางการเงินรอบใหม่ และยังอาจกลายเป็น “เลห์แมน บราเธอร์ส เบอร์ 2” ที่เป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐและโลกในปี 2008 มาแล้ว
สิ่งที่นักลงทุนกังวลก็คือ ดอยช์แบงก์เข้าไปเล่นในตลาดตราสารอนุพันธ์หนักเกินไป ในขณะที่สถานการณ์ทางการเงินของแบงก์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
ปัจจุบันมีการประเมินว่า ดอยช์แบงก์มีภาระกับการออกตราสารอนุพันธ์ถึงประมาณ 75 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,647 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าภาระทางอนุพันธ์ของ เจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค วาณิชธนกิจรายใหญ่ในสหรัฐ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 176 ล้านล้านบาท) และยังมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศเยอรมนี ถึง 20 เท่า
ในจำนวนนี้เป็นตราสารอนุพันธ์หุ้นกู้แปลงสภาพแบบ Contingent Convertible Bond (Cocos Bonds) ประมาณ 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนมากที่สุดจากที่แบงก์ในฝั่งยุโรปทั้งหมดเข้าไปลงทุนประเภทนี้กว่า 9.1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.5 ล้านล้านบาท)
ความน่ากลัวก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิประเภทนี้ถือเป็น “ของใหม่” ที่เพิ่งลงตลาดได้เพียง 3 ปีเท่านั้น โดยเกิดขึ้นมาท่ามกลางภาวะที่นักลงทุนต้องการตราสารอนุพันธ์ที่ให้ผลตอบแทนได้มากกว่าพันธบัตรและหุ้นกู้ทั่วไป จึงมีการออกโคโคบอนด์ ที่ให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนสูง
ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจสูงถึง 7% ในขณะที่ดอกเบี้ยผลตอบแทนหุ้นกู้และพันธบัตรทั่วไปอาจอยู่ที่ 1% เท่านั้น แต่นักลงทุนก็ต้องแบกรับเงื่อนไขความเสี่ยงมากขึ้นด้วย เพราะกรณีที่แบงก์ประสบวิกฤตทางการเงิน แบงก์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยโคโคบอนด์ แถมยังเปิดช่องให้ลดมูลค่า หรือแปลงเป็นหุ้นบุริมสิทธิได้ โดยที่นักลงทุนอาจได้เงินกลับคืนส่วนหนึ่ง หรืออาจไม่ได้คืนเลยก็ได้
เท่ากับว่าตลาดโคโคบอนด์จะยังอยู่ดีมีสุข ตราบใดที่สถานภาพทางการเงินของแบงก์ยังเป็นปกติดี
ทว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การเงินของดอยช์แบงก์อยู่ในภาวะไม่ค่อยจะดี และไม่ดีต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว
แบงก์ใหญ่อันดับ 1 ในเยอรมนี เพิ่งรายงานตัวเลขขาดทุนในปีงบประมาณ 2015 ไป 6,700 ล้านยูโร (ราว 2.63 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นภาวะที่หนักสาหัสล่าสุดของดอยช์แบงก์ และสร้างความกังวลให้นักลงทุนกันมากว่า ดอยช์แบงก์จะไม่มีปัญญาจ่ายดอกเบี้ยโคโคบอนด์ที่กำลังจะมาถึงในงวดเดือน เม.ย.นี้
สถานการณ์ของดอยช์แบงก์กำลังจะถูกทดสอบงวดแรก จากการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้โคโคบอนด์ งวดเดือน เม.ย.นี้ที่ 350 ล้านยูโร (ราว 1.37 หมื่นล้านบาท) แต่ที่นักลงทุนกังวลจริงๆ คือภาระดอกเบี้ยของงวดปี 2017
แม้ว่าทางธนาคารจะออกมายืนยันว่ามีเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้ได้ราว 4,300 ล้านยูโร (1.69 แสนล้านบาท) ในปี 2017 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขายหุ้นในแบงก์จีนรายหนึ่ง ทว่านักลงทุนก็ยังไม่หมดความกังวล เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงบางประการที่ยังคงมีอยู่
ประการแรกนั้น เป็นเพราะฐานะทางการเงินของดอยช์แบงก์ที่อาจแย่กว่าที่คาดหากดูย้อนหลังไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดยในปี 2014 ดอยช์แบงก์ต้องเพิ่มทุนรอบแรก 1,500 ล้านยูโร (5.91 หมื่นล้านบาท) ก่อนจะเพิ่มทุนรอบที่สองตามมาอีก 8,000 ล้านยูโร (3.15 แสนล้านบาท) โดยเป็นการขายหุ้นเพิ่มทุนที่ลดราคาลงมาถึง 30% และต่อเนื่องมาในไตรมาสแรกของปี 2015 ดอยช์แบงก์ก็ยังไม่ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของธนาคาร (Stress Test) ก่อนที่จะรายงานตัวเลขขาดทุนทั้งปีในที่สุด
อีกปัจจัยหนึ่งนั้น ยังเป็นเพราะนักลงทุนเริ่มวิตกกันมากขึ้นกับการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอีกหลายแห่งในยุโรปไปจนถึงญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะสะท้อนภาวะ “ไร้ทางออก” หมดทางเลือกของแบงก์ชาติในการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ในอีกด้านหนึ่งยังเป็นการเพิ่มภาระให้บรรดาแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่มากขึ้น โดยลดทางเลือกที่จะพักเงินไว้กับแบงก์ชาติ ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของธนาคารเหล่านี้ตามมา
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนโดยเฉพาะกองทุนในยุโรป จะพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น หันไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินเยน และทองคำ กันเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ จนฉุดบอนด์ยิลด์ญี่ปุ่นให้ติดลบมาแล้ว
อย่างไรก็ดี อาจยังเป็นการด่วนสรุปที่เร็วเกินไปเช่นกันหากจะบอกว่าดอยช์แบงก์คือ เลห์แมน บราเธอร์ส แห่งปี 2016
ความตื่นตระหนกในตลาดทุนโลกขณะนี้ ส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นการทำงานของกลไกตลาดที่ส่งสัญญาณเตือนดังๆ ไปยังธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ อย่างธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ชะลอแผนที่จะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ และอีซีบีที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าอาจจะใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมอีก จากปัจจุบันที่ลบ 0.3%
และสุดท้าย กรณีของดอยช์แบงก์ก็อาจจะกลับมาเข้าข่าย ใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้ม (Too big to fail) อีกครั้ง ซึ่งแรงสั่นสะเทือนในขณะนี้ก็น่าจะใหญ่และรุนแรงพอให้รัฐบาลหันมาตระหนักถึงสัญญาณเตือนล่วงหน้ากันได้ไม่มากก็น้อยแล้ว







