posttoday
สนช.ชง 5 ข้อแก้รธน.

สนช.ชง 5 ข้อแก้รธน.

12 กุมภาพันธ์ 2559

สนช.เสนอ5ประเด็นหลักแก้รธน. ค้านสว.ระบบเลือกกันเอง ชี้เสี่ยงเกิดปัญหาซ้ำรอยสภาที่ปรึกษาฯ ผุดไอเดียดึงกองทัพร่วมโมเดลแก้วิกฤติ ไม่เอานายกฯ 3 ชื่อ ระบุหากไม่เป็นสส.ขาดความสง่างาม

สนช.เสนอ5ประเด็นหลักแก้รธน. ค้านสว.ระบบเลือกกันเอง ชี้เสี่ยงเกิดปัญหาซ้ำรอยสภาที่ปรึกษาฯ ผุดไอเดียดึงกองทัพร่วมโมเดลแก้วิกฤติ ไม่เอานายกฯ 3 ชื่อ ระบุหากไม่เป็นสส.ขาดความสง่างาม
 
นายกล้านรงค์ จันทิก รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกมธ.ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันที่ 12 ก.พ. ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 160 เสียงก่อนส่งให้กับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาต่อไป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
 
1. ที่มาสส. คณะกมธ. เห็นว่าควรกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็นสำหรับเลือกส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง และส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ในกรณีที่ปนระชาชนประสงค์จะลงคะแนนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีอยู่ในบัญชีรายชื่ออีกพรรคกาเมืองหนึ่ง และเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยใช้มาระยะหนึ่งจนกระทั่งประชาชนเริ่มมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้บัตรเลือกตั้ง 2ใบแล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนรูปแบบไปใช้บัตรเลือกต้องแบบใบเดียว อาจทำให้เกิดความสับสนแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทำให้การทุ่มซื้อเสียงของงพรรคการเมืองทำได้ยากขึ้น เนื่องจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกตัวบุคคลและพรรคการเมืองแยกจากกันได้
 
การกำหนดเขตเลือกตั้ง ทางคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ (สส. 3 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง) เพราะ การกำหนดเขตเลือกตั้งให้มีขนาดใหญ่ จะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นไปได้ยากกว่าการกำหนดเขตเลือกตั้งขนาดเล็ก ช่วยให้การควบคุมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนโดยผู้มีอิทธิพลไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย และทำให้การแข่งขันภายในพื้นที่ลดความรุนแรง นอกจากนี้การกำหนดเขตเลือกตั้งควรคำนึงถึงหลักการสำคัญคือ การกำหนดรูปแบบที่จะสามารถฟ้องการซื้อสิทธิขายเสียงได้ หรือทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงกระทำได้โดยยากที่สุด อันจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม และสามารถสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้  ส่วนการคิดคะแนนส.ส.ควรใช้วิธีแบบสัดส่วนผสม เพราะเป็นวิธีที่ทำให้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนในเรื่องของความนิยมต่อพรรคการเมือง และทำให้ทุกคะแนนเสียงถูกนำมาคำนวณหาส.ส.ทั้งหมดที่พรรคกาเมืองพึงมี และเห็นว่าจำนวน สส.ควรมีไม่น้อยกว่า 500คน โดยแบ่งเป็นส.ส.เขต 350 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่น้อยกว่า 150 คน

2.ที่มาสว. คณะกมธ.เห็นควรให้มีสว.จำนวน 200 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี มาจากการสรรหาทั้งหมด จากกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมที่หลากหลายและให้มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการสรรหาส.ว.ซึ่งประกอบด้วยผู้นำองค์กรตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ควรกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ตลอดจนแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดระบบอุปถัมภ์ในกระบวนการสรรหา หรือใช้ความใกล้ชิดของผู้ที่ได้รับการสรรหากับกรรมการสรรหา อันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกระบวนการได้มาซึ่งสว.
 
ส่วนเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้ส.ว.มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มต่างๆ  เพราะการเลือกกันเองของกลุ่มต่างๆ แบบเลือกข้ามกลุ่ม เป็นการดำเนินการที่มีความซับซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยาก  แต่ละกลุ่มต้องเลือกบุคคลจากกลุ่มอื่นๆที่ไม่รู้จักกัน  ซึ่งไม่ใช่เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ ตามเจตนารมณ์ของกรธ. อีกทั้งอาจถูกแทรกแซงและแลกเปลี่ยนตอบแทนผลประโยชน์ในกลุ่ม และระหว่างกลุ่มจากผู้มีอิทธิทางการเมือง ดังเช่นการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือการเลือก กสทช. ส่วนอำนาจหน้าที่ของส.ว.เห็นว่าควรมีบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550ไว้ เพราะการกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง อาจทำให้ศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตัดสินคดี ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของศาลได้
 
3.การกำหนดที่มานายกรัฐมนตรี คณะกมธ. มีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ ถือเป็นการจำกัดสิทธิของสภาฯในการพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯเท่านั้น และถ้ารายชื่อที่ถูกเสนอนั้นคัดเลือกมาจากกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเมื่อประกาศผลการเลือกตั้งบุคคลตามรายชื่อดังกล่าวได้รับการเลือกตั้ง บุคคลเหล่านั้นจะมีสถานภาพเป็นสส. แต่ถ้าแพ้การเลือกตั้งบุคคลเหล่านั้นจะไม่มีสถานภาพเป็นสส.ซึ่งดูจะเป็นการไม่เหมาะสม ที่จะนำรายชื่อเหล่านั้นเสนอให้สภาฯ ลงมติให้การรับรองเป็นนายกฯ  นอกจากนี้ในกรณีที่พรรคการเมืองเสนอรายชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอเป็นนายกฯ โดยเลือกจากบุคคลซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะเป็นจุดอ่อนให้พรรคการเมืองอื่นโจมตีได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย
 
4. ความจำเป็นที่ต้องมีกลไกลเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ คณะกมธ.เห็นว่า มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศเฉพาะในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการเอาไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้ ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤติของประเทศ  โดยใช้เป็นอำนาจของรัฐสภาหรือวุฒิสภาในกรณีที่ไม่มีสภาหรือมีสภาแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤติของประเทศ และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติของประเทศแล้ว ให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลักกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

5. ประเด็นสำคัญอื่นๆ ประกอบด้วย 5.1 เห็นควรให้นำบทบัญญัติในมาตรา 4ว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ส่วนการให้นำบทบัญญัติมาตรา 7 มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าการนำบทบัญญัติมาตรา 7เดิมไปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 207  ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำมาตราดังกล่าวไปปรับใช้ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงตามกรอบของมาตรา 205 เท่านั้น และองค์กรอื่นก็ไม่สามารถนำหลักดังกล่าวไปใช้ได้เช่นนั้น
 
5.2 ควรเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ
 
5.3  ควรให้คงหลักการตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กำหนดแนวทางการยายเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็น 2 แนวทางคือ 1. ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ 2. ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
 
5.4 ควรเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดกำลังทหารเพื่อให้การรักษาอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
 
5.5 ควรนำแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา 78 (2) ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550ว่าด้วยการบริหาราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นด้วยมากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย
 
5.6 ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิ ในการฟ้องร้องรัฐของประชาชน โดยเห็นว่าในมาตรา 60 ของร่างรัฐธรรมนูญควรมีเนื้อหาดังนี้ “มาตรา 60 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน” 
 
5.7 กำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่ต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ อันจะเป็นการบังคับทิศทางให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลในอนาคต
 
5.8  เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นควรนำรายละเอียดของความหมายของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ที่ได้มีการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 265 ของร่างรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในมาตารา 73 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนแทน
 
5.9 ควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดศาล เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกีบสถานะของศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน
 
5.10 ควรกำหนดรายละเอียดของการดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป โดยแยกออกมาจากบทเฉพาะกาล มาเป็นอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้ 
 
5.11 การห้ามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครม. สนช. และสปท. สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. หรือเป็นส.ว.เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวภายใน 90 วันนับแต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ  คณะกมธ.ขอตั้งประเด็นคำถามต่อ กรธ.ว่า เพราะเหตุใดจึงมีการบัญญัติถ้อยคำดังกล่าวเอาไว้  และถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแห่งทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 และฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 ไม่มีบทบัญญัติอันเป็นการจำกัดสิทธิในลักษณะดังกล่าวเอาไว้
 
5.12 การกำหนดกรอบเวลา ในการพิจารณาในกรพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ตามบทเฉพาะกาล เบื้องต้นเห็นว่ากรธ.จะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้ง10 ฉบับภายในเวลาที่กำหนด เนื่องจากหากจัดทำไม่แล้วเสร็จภายในเวลานี้ โอกาสที่จะมีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบธรรมนูญทั้งหมดให้แล้วเสร็จ และเป็นไปตามเจตนารมของรัฐธรรมนูญจะไม่บรรลุผลเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
 
5.13 การกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสนอหรือผู้มีหน้าที่พิจารณากฎหมายที่ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือภายในเวลาอันสมควร ให้ถือว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการฯเห็นว่า ควรนำเนื้อหามาตรา 283 ของรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การไม่ดำเนินการตรากฎหมายภายในเวลาที่กำหนดของครม. ส.สงหรือส.ว.ถือเป็นการจงจำไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสดวิสัย หรือเป็นเหตุที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดขอบด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท