
มีชัยตอกย้ำรธน.สกัดโกง ยึดโยงประชาชน
ในงานสัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในงานสัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่องหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น โดยยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักสำคัญคือกลไกในการป้องกันและตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง ด้วยการให้มีการสกัดคนไม่ดีไม่ให้เข้ามา คนเข้ามาบริหารแล้วต้องมีการตรวจสอบ และคนทำผิดต้องมีการลงโทษ
แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะดูเข้มงวด แต่ปัญหาของบ้านเมืองที่วุ่นวายมาตลอดก็เนื่องจากการทุจริตทั้งการเลือกตั้ง และการทำหน้าที่ กรธ.ถือเป็นเรื่องสำคัญที่พยายามคิดกลไกที่มีประสิทธิภาพ
มีชัยยังได้อธิบายถึงหมวดสิทธิเสรีภาพว่า ยังคงไว้ในรัฐธรรมนูญตามเดิม แต่เขียนไว้ในกรอบกว้างๆ หากออกเป็นกฎหมายยิ่งเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน และเวลาเขียน กรธ.ได้คำนึงถึงสิทธิ 2 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มสิทธิปัจเจกชน ถ้าใครละเมิดสามารถใช้สิทธิฟ้องได้ อีกกลุ่มสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนควรได้รับ ซึ่งกำหนดไว้ในหมวดใหม่หน้าที่ของรัฐ จัดทำให้ประชาชนโดยไม่ต้องเรียกร้อง เช่น การศึกษา สาธารณสุข การดูแลให้ได้รับความอยู่ดีมีสุข และต้องจัดทำให้ประชาชน แต่เรื่องสิทธิได้โยงกับสิทธิเสรีภาพการเมืองด้วย จึงพยายามสร้างสิทธิประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่เขียนเป็นตัวอักษรในรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ วิธีที่ทำให้เรื่องนี้ได้ผลโดยนำไปยึดโยงกับการเมืองเรื่องสิทธิในการเลือกผู้แทนเข้าไปบริหารบ้านเมือง เพราะเมื่อก่อนการออกเสียงเลือกตั้งเหมือนแทงหวย ผิดถูกกิน ถูกได้รางวัล แต่มีอีกหวย คือ สลากออมสิน ไม่ถูกเงินยังอยู่ แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนไปลงคะแนนแล้วไม่ถูกทิ้ง ได้รับการยอมรับนับถือ และมีสัดส่วนผู้แทนตามประชาชนแท้จริง
อย่างไรก็ตาม กรธ.คิดว่าทำคะแนนให้มีความหมายและเป็นประโยชน์กว่า จึงเป็นที่มาในเรื่องระบบจัดสรรปันส่วน เพื่อใช้ สส.บัญชีรายชื่อไปโปะให้พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน ด้วยวิธีนี้คะแนนทุกคะแนนมีบทบาท และการใช้สิทธิประชาชนมีประสิทธิภาพ คิดและรู้ข้อมูลครบถ้วน และบังคับพรรคการเมืองเลือกคนดีในสายตาประชาชนไปลงสมัคร ไม่ใช่ส่งใครก็ได้ เป็นการบังคับพรรคไปในตัว และประชาชนได้รู้ว่าเมื่อเลือกคนเหล่านั้น พรรคจะเอาใครเป็นนายกฯ เพื่อให้พรรคมีหลักประกัน
สำหรับการให้เสนอ 3 ชื่อเป็นนายกฯ ต้องผ่านการประชุมพรรคเพื่อเลือกและกลั่นกรองก่อน และเมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ไปเลือกนายกฯ ในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสนอตามบัญชีหรือจะเสนอบัญชีอื่นก็ได้ ซึ่งเป็นมติของพรรค กรธ.ไม่ได้เอาคนนอก แต่พรรคต่างหากตัดสินใจ และทำไมไม่เขียนห้ามเพราะวันประกาศวันเลือกตั้งยังไม่รู้ใครได้ และที่ให้ทำเรื่องนี้เพราะเวลาประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะได้รู้ว่าคนนี้เป็นอย่างไร พรรคมีนโยบายและเอาใครเป็นนายกฯ เวลาไปเลือกตั้งจะมีข้อมูล ไม่ใช่งุบงิบเอาไอ้โม่งที่ไหนเป็นนายกฯ
นอกจากนี้ เกี่ยวกับการเมืองให้ประชาชนเข้ามาทำหน้าที่การเมืองเสียเอง ที่ผ่านมาแค่ไปเลือกตั้งให้ได้ผู้แทน แต่เวลาจะมี สว. คิดว่า สว.ต้องปลอดการเมือง เพื่อให้ สว.คิดอีกทิศทางของพรรคการเมือง เพราะ สส.คิดตามนโยบายพรรค สว.ต้องคิดนโยบายภาพรวมประเทศเป็นปากเสียง จึงกำหนด สว.ไม่สังกัดพรรคและอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมือง ที่ผ่านมาเวลาเลือกตั้ง สว.ใช้ฐานเสียงของพรรคเข้าช่วย จึงคิดว่าเอาประชาชนมาเป็น สว.เลือกกันเอง ใครสนใจอยู่ในอาชีพไหนก็สมัครสาขาของตัวเอง
“ทั้งหมดที่สมัครก็เลือกกันในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ อาจเกิดการฮั้วกัน กรธ.จึงคิดว่าจับสลับเลือก เพราะจะได้เกิดการฮั้วกันได้ยาก ถ้าเรื่องนี้เป็นไปได้สำเร็จ ผมคิดว่า สว.จะเป็นสีสันโฉมหน้าใหม่ของประเทศ เพราะมาจากรากหญ้าทุกสาขาอาชีพ และเราก็จะได้รับฟังความเห็นที่หลากหลายจากประชาชนจริงๆ ทำตัวนี้ได้การมีส่วนร่วมประชาชนในทางการเมืองเป็นจริงจัง และเพื่อไม่ให้คนเป็นแล้วติดยึดสร้างฐานจนความคิดดั้งเดิมหาย เลยให้มาครั้งเดียวพอ เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ สิ่งใหม่ และเกิดประโยชน์ต่อชาติอย่างแท้จริง”
มีชัย ระบุอีกว่า ทำอย่างไรให้การเมืองปลอดทุจริต จะต้องมีประตูกั้นตอนแรกและตอนหลังสกัดคนมีประวัติไม่ดีออกไปก่อน อาทิ พวกทุจริตเลือกตั้ง ทุจริตสอบช้าราชการ ดังนั้นใครที่บอกว่ารัฐธรรมนูญคนดีไม่ใช่ แต่ประเทศต้องการคนดีปกครองบ้านเมือง เพราะต้องมาใช้งบประมาณและทรัพยากรประเทศทั้งหมด ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญบอกว่าใครทำผิดอะไรไปกล่าวหาให้ สว.ถอดถอน และตั้งแต่มีกฎหมายนี้มาไม่เคยถอดถอนใครได้ ใช้ได้กับฝรั่ง แต่คนไทยมีเมตตา มุทิตา อุเบกขา ทำอะไรไม่ได้
ในขณะที่มีการวิจารณ์ว่า กรธ.ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญล้นฟ้า ในอดีตใครติดใจอะไรให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เช่น ล้มละลาย ศาลไม่ได้เอาออก แต่รัฐธรรมนูญเอาออกก็ใช้วิธีเดียวกัน สงสัยอะไรส่งต่อประธานวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร แล้วส่งศาลซึ่งมีอำนาจเท่าเดิม หากให้ไปหยิบคดีอื่นๆ มาทำเป็นการมโน และศาลวินิจฉัยได้ต่อเมื่อคนไปฟ้อง แต่สิ่งเดียวที่เพิ่มขึ้นคือพิจารณาความผิดองค์กรอิสระด้วย
“ในอดีตศาลรัฐธรรมนูญจำกัดไว้ว่าทะเลาะก่อนไปหา เพราะถูกเขียนปิดช่อง คนที่เถียงไม่ใช่องค์กร เช่น เกิดเหตุแล้ว กกต.ไม่เลื่อนเลือกตั้ง ดังนั้นเขียนเปิดใครมีปัญหาไม่ต้องรอทะเลาะ ให้ไปถามได้ เพื่อให้ศาลวินิจฉัย เพื่อไม่ให้อัดอั้น ไม่ให้ระเบิด ไม่ได้เพิ่มอำนาจอะไรมากมาย”
มีชัย ยอมรับว่า ที่กำหนดกฎเกณฑ์เข้มงวด เพราะ กรธ.คำนึงถึงทั่วโลกในเรื่องจริยธรรมทางการเมือง เพราะของไทยไม่มี ไหนๆ ก็ลอกมาหลายอย่าง ดังนั้นก็ลอกเรื่องจริยธรรมมาด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้สร้างขึ้นให้องค์กรอิสระทั้งหมดประชุมเพื่อจัดทำมาตรฐานจริยธรรม กำหนดว่าอย่างไหนร้ายแรงหรือธรรมดาบอกให้ชัดตรงนี้ที่สร้างขึ้นใหม่ แต่เมื่อสร้างแล้วก็ใช้ สส. สว. รัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี องค์กรกลางถ่วงดุล ตรวจสอบ ดูแล รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้สร้างขึ้นแต่มีมาอยู่แล้ว ปัญหาคือเกรงว่าองค์กรอิสระเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้วไปเอาผิดใครได้ ถามว่าตำรวจ ศาล มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งกลไกชี้ผิดถูกไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีที่ไหนในโลก กลไกลักษณะนี้ต้องมาจากคนเชื่อถือได้ มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ จึงทำให้สูงขึ้นและทำที่มาเป็นกลางรับรู้ทั่วกัน นักการเมืองมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ต้องสรรหาเป็นกลางไม่ใช่เป็นพวก สร้างกลไกเป็นกลาง สุจริต มีความกล้าหาญใช้ดุลพินิจปราศจากอคติทั้งปวง สิ่งเหล่านี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
“ประเด็นสิทธิเสรีภาพที่เป็นห่วงกันว่า กรธ.ตัดออก ซึ่งไม่จริง กรธ.แค่ไม่ได้เขียนเจาะจง แต่เขียนให้ครอบคลุม เหมือนห้องที่ใช้ฮีตเตอร์แก้หนาวแต่ไม่ได้ใช้ผ้าห่ม พอคนที่เคยชินอยากได้ผ้าห่ม ถ้าเขียนไว้คงไม่น่าจะเสียหายอะไร ถ้าเขียนแล้วรู้สึกว้าเหว่ก็จะไปเขียนให้ตามความเคยชิน” มีชัย กล่าวทิ้งท้าย







