
จะไม่ให้คนชั่วเหยียบบันไดสภา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ไม่แน่ใจว่าใครเป็นเจ้าของวลีนี้ น่าจะเป็น กกต.ในอดีตท่านใดท่านหนึ่ง ซึ่งท่านก็ได้ทำหน้าที่ และพ้นจากตำแหน่งไป โดยไม่สามารถทำให้ฝันเป็นจริง นอกจากคนพูดจะทำไม่ได้แล้ว กกต.ยุคต่อมาก็ไม่มีคนไหนหรือชุดไหนทำสำเร็จเช่นกัน เราจะเห็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยิ่งนับวันยิ่งเติบใหญ่ รวมทั้งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน
คสช.ช่วยหยุดนักเลือกตั้งไม่ให้ไปเหยียบบันไดสภา แต่ก็เป็นเพียงการชั่วคราว อีกไม่นานก็จะต้องมีการเลือกตั้งอีกตามโรดแมปที่กำกับไว้ ล่าช้าได้อย่างมากก็ไม่กี่เดือน
ประชาชนที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลเต็มท้องถนนเมื่อ 2 ปีก่อน และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อมีข่าวการทะเลาะเบาะแว้งภายในกลุ่มก้อนเดียวกันเอง ระหว่างส่วนที่แยกไปทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ กับส่วนที่เหลือที่ทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ และรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้น เมื่อรัฐธรรมนูญร่างแรกถูกคว่ำ ส่วนใหญ่เชื่อว่าในที่สุดประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยเดิม คือรัฐประหารแล้วเสียของ ช้าหรือเร็วกลุ่มนักเลือกตั้งก็จะกลับมาเหยียบบันไดสภา และวงจรอุบาทว์ของการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะหวนกลับมา
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เผยโฉมออกมาปลายเดือนก่อน ก็ได้รับการขนานนามในทันทีว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ดูเหมือนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. นำโดยปรมาจารย์อาวุโสด้านกฎหมาย จะได้จุดประกายความหวังขึ้นมาในหัวใจของคนไทย ด้วยลูกล่อลูกชนที่กล้าหาญดุดัน หลายเรื่องหลายมาตราเป็นของใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ
ไม่น่าแปลกใจที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะน่าเกรงขาม และถูกนักเลือกตั้งจำนวนมากต่อต้าน โดยกลุ่มที่สูญเสียอำนาจจากการทำรัฐประหารประกาศไม่เอาด้วยอย่างเปิดเผย และจะรณรงค์ไม่ให้ผ่านประชามติ
ผู้ที่คร่ำหวอดการเมืองบางคนตั้งคำถามในตอนต้นว่า กรธ.มีเจตนาแอบแฝงให้รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติใช่หรือไม่ เพื่อที่ คสช.จะได้ยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป แต่เมื่อได้ศึกษารายละเอียดมากขึ้น ความรู้สึกนี้ก็ลดน้อยถอยลง และเกือบจะไม่หลงเหลืออยู่เลยในปัจจุบัน ประกอบกับทุกคนทราบดีว่าตัวนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับหัวโขนที่สวมอยู่ และอยากลงจากหลังเสือเต็มที เพื่อกลับบ้านไปใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างสงบ เพียงแต่ยังทำไม่ได้ในขณะนี้เท่านั้น
ผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลายประการ ดังนี้
หนึ่ง บางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ต่อต้าน บอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ดีอยู่แล้ว น่าจะพิจารณานำฉบับใดฉบับหนึ่งกลับมาใช้ได้เลย โดยเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์เพียงเล็กๆ น้อยๆ ประเด็นนี้ผมขอแนะนำท่านผู้อ่านว่าอย่าได้หลงเชื่อเป็นอันขาด ต้องถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าดีจริง เหตุใดจึงมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย การเมืองถึงทางตัน จนนำไปสู่รัฐประหารทั้งสองครั้ง
สอง ฝ่ายที่ถูกรัฐประหารชอบอ้างความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงคือ มีการใช้ข้ออ้างนี้อย่างฟุ่มเฟือย อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนถูกบิดเบือนด้วยนโยบายและกระบวนการซื้อสิทธิขายเสียงทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผมไม่แปลกใจที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้อำนาจองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติรวมหัวกันกระทำการอันเป็นการทุจริต และสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สาม ในช่วงเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.บอกว่าจะฟังความเห็นของทุกฝ่าย ขอให้ช่วยกันเสนอเข้ามา จะได้รวบรวมนำไปใช้ประโยชน์ แต่เอาเข้าจริงดูเหมือน กรธ.จะเดินตามจุดยืนที่มีมาแต่เดิม โดยแทบจะไม่ฟังเสียงใครเลย ทำให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องออกอาการตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึง
ส่วนตัวผมคิดว่า กรธ.ทำถูกต้องแล้ว เมื่อไม่พบข้อเสนอที่โดนใจจริงๆ ก็เดินหน้าตามแนวคิดของตนที่จัดระเบียบไว้แล้ว เพราะหากยอมตามคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็อาจต้องยอมตามทุกคนหรือทุกกลุ่ม กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเก็บเล็กผสมน้อย ซึ่งก็จะไม่เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายอยู่ดี
สี่ ในความแข็งควรมีความอ่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแตกหัก รัฐธรรมนูญไทยโดยปกติจะบรรจุเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมาย เรื่องส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย มีเพียงบางมาตราที่เป็นหัวใจสำคัญ
ผมอยากแนะนำ กรธ. ว่า หลังจากฟังเสียงสะท้อนแล้ว อาจยอมปรับเปลี่ยนบางประเด็น เพื่อลดแรงเสียดทานของฝ่ายที่ต้องการคว่ำรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรกลายเป็นไม้หลักปักขี้เลน ไม่ควรยอมปรับเปลี่ยนมากเกินไปจนดูเหมือนขาดจุดยืน หรือขาดการพิจารณามาแล้วอย่างถี่ถ้วนในตอนต้น และที่สำคัญ ต้องรักษาภาพรวมของการปราบโกงไว้ให้มั่น
ยกตัวอย่างเรื่องที่น่าจะยอมปรับเปลี่ยนเรื่องหนึ่งคือ เรื่อง สว. โดยให้มีส่วนที่ประชาชนเลือกเข้ามาโดยตรงจังหวัดละคน ผสมผสานกับส่วนที่มาจากการสรรหา เพื่อให้เกิดภาพของการยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายต่อต้านที่กล่าวหาว่าประชาชนมีส่วนร่วมน้อยเกินไป
ห้า ประเด็นที่พูดกันมีหลากหลาย แต่ส่วนตัวผมไม่ติดใจว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร ผมยึดเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง นั่นก็คือจะมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นตามมาหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเลือกตั้งแบบไหน จะกาใบเดียวหรือหลายใบ จะเขตเล็กเขตใหญ่ จะมี สส.บัญชีรายชื่อหรือไม่ จะไม่ให้คะแนนเสียงตกน้ำอย่างไร ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีข้อดีข้อเสียในตัวของมันเอง เถียงกันได้ไม่รู้จักจบสิ้น แต่หากผู้ที่กุมอำนาจยังเป็นนักเลือกตั้งหน้าเดิมๆ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็จะไม่มีวันหมดไป
สำหรับผม กุญแจดอกสำคัญอยู่ที่มาตรฐานจริยธรรมที่จะต้องเสร็จภายใน 12 เดือนหลังรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ มาตรฐานจริยธรรมที่จะบังคับใช้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้ กรธ.ยึดเรื่องนี้ไว้ให้มั่น และขอเรียกร้องเป็นการล่วงหน้าว่าต้องทำให้เข้มข้น ให้สมกับคนที่อยู่ในฐานะผู้นำและตัวแทนของประชาชนในด้านต่างๆ
หากเป็นไปได้ ผมอยากให้ กรธ.ประกาศเป็นสัญญาประชาคมก่อนวันลงประชามติว่า จะจริงจังและจริงใจกับเรื่องมาตรฐานจริยธรรม เพื่อไม่ให้คนชั่วมีโอกาสได้เหยียบตีนบันไดสภาหรือทำเนียบรัฐบาลโดยเด็ดขาด







