
Weapons of Mass Distraction
โดย...เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ
โดย...เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ
ครับเมื่อวันก่อนผมได้อ่านบทความเรื่องหนึ่งที่เขียนถึงเรื่องที่ผมรู้สึกอึดอัดมาพอสมควรในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา โดยบทความดังกล่าวใช้คำนิยามถึงสิ่งนั้นว่าเป็น “Weapons of Mass Distraction” ท่านผู้อ่านพอจะเดาออกไหมครับว่าสิ่งนั้นคืออะไร และถ้าท่านกำลังอ่านบทความนี้ไปพร้อมๆ กับการหยิบโทรศัพท์มือถือหรือเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กสเตตัสของท่านในโซเชียลมีเดียต่างๆ พฤติกรรมเช่นนั้นแหละครับที่บ่งบอกว่าท่านเข้าข่ายตกเป็นเหยื่อของ “Weapons of Mass Distraction” นั้นเข้าแล้ว
ในฟากตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เรียกได้ว่าให้ความสำคัญกับ “โอกาส” และมีวัฒนธรรมการทำงานที่ให้คุณค่ากับการมุมานะทำงานเพื่อบรรลุสู่ American Dream ของทุกคน เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องของ “Weapons of Mass Distraction” นี้มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ถูกมองว่า “กินเวลา” ในชีวิตของเรา มักจะถูกนำมาใช้อย่างบ่อยครั้งอย่างแยกไม่ออกระหว่างชีวิตงานและชีวิตส่วนตัว และถ้าท่านลองไปเสิร์ชดูก็จะเห็นบทความหลายๆ ที่ชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ มากมาย
อันที่จริงในประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์เราเองโซเชียลเน็ตเวิร์กมีมานานแล้ว แต่เป็นในรูปแบบที่ไม่เหมือนปัจจุบัน เช่น “สภากาแฟ” ที่เราคุ้นๆ กันนั่นแหละครับ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศอังกฤษ เราทราบกันดีว่าผับเปรียบเสมือนศูนย์กลางของหมู่บ้านในการพบปะพูดคุยและดื่มสังสรรค์กัน ในยุคประมาณช่วงกลางศตวรรษ 1600’s เป็นยุคที่วัฒนธรรมการดื่มในร้านกาแฟถูกนำเข้ามาจากฝั่งประเทศอาหรับ และเริ่มเป็นที่นิยมของผู้คนในเมืองหลวง เป็นสถานที่ที่ผู้คนจากหลากหลายสังคมใช้ในการดื่มกาแฟและแลกเปลี่ยนความเห็น แลกเปลี่ยนข่าวสาร เก็บตกข่าวซุบซิบ ทำธุรกรรมในบางเรื่อง รวมถึงใช้เป็นสถานที่รับส่งจดหมายและข้อความต่างๆ ถึงกันได้อีกด้วย
วัฒนธรรมสภากาแฟในอังกฤษยุคนั้น จะเห็นได้ว่าก็ทำหน้าที่เป็นช่องทางในกลไกสังคมที่ก่อให้เกิดการ “แชร์” เรื่องราวต่างๆ ที่ดูเหมือนจะก่อให้เกิดความกังวลกับหลายๆ ฝ่ายว่าส่งผลกระทบต่อวิถีดั้งเดิมของการเรียนรู้ ถูกมองว่าเป็นสถาบันที่ลดทอน Productivity ของผู้คน เพราะช่วงเวลาพักดื่มกาแฟกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ติดใจตั้งตารอ และการแวะมาดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียวกลายช่วงเวลาที่นานเกินความจำเป็น ได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจจากพ่อค้าแม่ค้า ชนชั้นปกครอง นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ และโดยเฉพาะบรรดานักเรียน นักศึกษา ที่หันมาเปิดสมองรับความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากคนแปลกหน้า แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในห้อง
แต่ข้อดีของสภากาแฟในยุคนั้นก็ไม่อาจมองข้ามได้ ว่ากันว่านักเศรษฐศาสตร์อย่าง Adam Smith ก็เขียนมาสเตอร์พีซของเค้า “The Wealth of Nations” ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เป็นร้านประจำของนักวิชาการหัวกะทิในยุคนั้นหลายคน ซึ่งถ้าหากเรื่องอ้างอิงดังกล่าวเป็นจริงนั่นก็หมายความว่า สภากาแฟในยุคนั้นน่าจะเป็นสถาบันทางสังคมที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อ นวัตกรรมทางความคิดมากมายที่ส่งผลกระทบให้กับโลกยุคปัจจุบันหลายๆ อย่างทีเดียว
ปัจจุบันบทบาทของสภากาแฟถูกแทนที่แพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เอื้อให้ผู้คนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่างๆ กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งหลายบทความวิจัยก็มีบอกไว้ว่าโซเชียลมีเดีย และโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาลจากระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับ Improved Communications และ Collaboration
ถ้ามองกันในแง่ของ Productivity บางแนวคิดก็บอกว่าลักษณะทั่วไปของคนที่ใช้โซเชียลมีเดียและโปรแกรมหลากหลายในการสื่อสาร จะมีโอกาสที่สร้างสรรค์งานได้ดีกว่าและทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีกว่า ซึ่งส่งผลให้ Productivity ดีขึ้น แต่ภาพความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่โดยส่วนตัวแล้วผมกลับคิดว่าการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก และโซเชียลมีเดีย น่าจะนำมาซึ่งปัญหาปวดหัวสำหรับ Productivity เสียมากกว่า
ผมมองเรื่องนี้คล้ายกับปัญหาโลกแตกใกล้ตัวคือ เรื่องคนสูบบุหรี่ ในหนึ่งวันทำงานถ้าหากเรามีพักเบรกสูบบุหรี่เสีย 4 ครั้ง พักครั้งละ 15 นาที นั่นเท่ากับว่าเราเสียเวลาในการทำงานไปแล้ว 1 ชั่วโมงใน 1 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะมอง 15 นาที 4 ครั้งดังกล่าวอย่างไร บางคนอาจบอกว่าการได้พักสมอง 15 นาที จะช่วยให้กลับมาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น บ้างก็บอกว่าการได้พูดคุยแบบกันเองตอนสูบบุหรี่ก็ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี และแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ ได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดและทำได้แบบนี้
เช่นเดียวกัน ท่านที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เคยลองจับเวลาไหมว่าใน 1 วันทำงาน ท่านใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้ไปมากแค่ไหน แล้วลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรากำลังใช้เวลากับเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเราโดยตรงมากเกินไปหรือเปล่า ผมคิดว่าโซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มที่ส่งผลให้เราพยายามเชื่อมโยง “ตัวตน” เข้ากับเรื่องราวทุกอย่างในโลกออนไลน์มากเกินไป ส่งผลให้เราเกิดทัศนคติในหัวที่ว่า “ไม่อยากพลาด” เรื่องราวต่างๆ ที่มีคนพูดถึงแม้จะเกี่ยวกับเราหรือมีสาระสำคัญหรือไม่ก็ตามที
จะบอกว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเครื่องมือโซเชียลมีเดียหรือเทคโนโลยีที่ทำให้โทรศัพท์มือถือเป็นอวัยวะสำคัญของเรา ผมเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ใช้ ก็มีอยู่บาง Tool ที่ใช้ประจำ และก็คิดว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้อะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้นในการดำเนินชีวิต แต่ปัญหาอยู่ที่การพิจารณาความเหมาะสมของผู้ใช้มากกว่า หลายครั้งที่เวลามีประชุมหรือสัมมนาห้องใหญ่ๆ มองเห็นได้เลยครับว่าหลายคนก้มหน้ายิ้มให้กับโทรศัพท์มือถือตัวเองแทนที่จะตั้งใจฟังเรื่องราวที่น่าสนใจจากเพื่อนร่วมงาน
นอกจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ผมเกรงว่าจะเป็นผลต่อเนื่องจากการเสพข้อมูลต่างๆ มากไปก็คือเราจะขาดพื้นฐานในการวิเคราะห์เหตุและผลครับ เพราะข้อมูลในสารบบมันมากมายเหลือเกินที่ให้เสพ อ่านเรื่องนี้จบก็ไปเรื่องอื่นต่อ เพื่อที่จะบอกตัวเองและคนอื่นได้ว่าทันข่าวและปั้นเป็นหัวข้อในการแชร์กับเพื่อนต่อได้ ขณะที่ยังไม่ทันได้วิเคราะห์เรื่องราวที่มาที่ไป ส่งผลให้เราเห็นกันบ่อยๆ ถึงข้อมูลข่าวเท็จที่แพร่กระจายมากมาย
ผมก็บอกไม่ได้หรอกครับว่าจะมีวิธีหยุดเจ้า Weapons of Mass Distraction นี่อย่างไร แค่อยากให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคนพัฒนาและหาวิธีการใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและส่วนรวมมากขึ้นครับ







