
ไอซีทียังวุ่นสอยดาวเทียมไทยคม
ไอซีทีสะดุด เอาผิดไทยคมไม่ลงตัว คณะกรรมการมาตรา 22 ไม่แก้ความเห็น โยนเผือกร้อนให้สำนักกิจการอวกาศตัดสิน
ไอซีทีสะดุด เอาผิดไทยคมไม่ลงตัว คณะกรรมการมาตรา 22 ไม่แก้ความเห็น โยนเผือกร้อนให้สำนักกิจการอวกาศตัดสิน
รายงานข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า คณะกรรมการตามมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน เตรียมส่งหนังสือให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที วันที่ 2 ส.ค.นี้ เพื่อมอบหมายให้ศึกษารายละเอียดของสัญญาสัมปทานดาวเทียมให้สำนักกิจการอวกาศ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดไอซีทีที่ดูแลด้านดาวเทียมโดยตรงไปดำเนินการต่อ
เนื่องจากทางคณะกรรมการมาตรา 22 ยังยืนยันข้อสรุปเดิมใน 3 ข้อ คือ ให้ไทยคมยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 เพราะไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ไม่ถือเป็นดาวเทียมสำรอง การให้ไทยคมคืนเงิน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ กลับมายังไอซีทีในฐานะเจ้าของสัญญา และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นของไทยคมว่าควรจะกลับเป็น 51% ตามเดิมหรือไม่ หลังจากที่ไทยคมได้ลดสัดส่วนเหลือ 40% โดยไม่ผ่าน ครม.ในสมัยนั้น
สำหรับข้อสรุปดังกล่าว คณะกรรมการ ได้ยึดตามคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท และได้ส่งเรื่องให้ รมว.ไอซีที พิจารณาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าทำตามขอบเขตหน้าที่ แต่ทางนายจุติกลับสั่งให้คณะกรรมการ ทำข้อสรุปให้ชัดเจน เพราะมีความเห็นที่แตกต่างจากคณะกรรมการคู่ขนานที่ไอซีทีตั้งขึ้น
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมาตรา 22 ยืนยันความเห็นเดิม ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องให้สำนักกิจการอวกาศไปศึกษารายละเอียด รวมทั้งการดำเนินการเพิ่มเติมแทน เพราะถือว่าเรื่องดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและกำกับดูแลคู่สัมปทานให้เป็นไปตามสัญญาเท่านั้น
สำหรับเรื่องที่สำนักกิจการอวกาศต้องพิจารณา เช่น ไอพีสตาร์ ที่ศาลฎีกาได้ชี้แจงมาแล้วว่าอยู่นอกเหนือสัญญา จึงต้องดูว่าคุณสมบัติของดาวเทียมแตกต่างกันอย่างไรกับไทยคม 3 หากเป็นแง่กฎหมายต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ส่วนเรื่องเงินประกันนั้น ต้องประสานกับกระทรวงการคลังว่าจะดำเนินการเช่นไร รวมถึงสัดส่วนการถือหุ้นก็ต้องให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งสำนักงานกิจการอวกาศเป็นฝ่ายประสานงานทั้งหมด
ทาง รมว.ไอซีที สามารถตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินตามข้อสรุปสัมปทานดาวเทียม ที่คณะกรรมการมาตรา 22 พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ได้สรุป หรือคณะกรรมการคู่ขนานที่ รมว.ไอซีที ได้ตั้งขึ้นมา
ว.ไอซีที เรียกคณะทำงานแปรสัญญาโทรศัทพ์ 2จีประชุมร่วมกันบ่ายนี้ยืนยันได้ข้อสรุปแนวทางตามที่ครม.ให้เวลา1เดือน
นอกจากนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงแนวทางการแปรสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2จี ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูล ต้องขอฟังข้อมูลทุกด้านก่อน เชื่อจะสรุปเรื่องได้ใน 1 เดือน ตามที่ ครม.กำหนด ยังเหลือเวลาอีก 3 สัปดาห์ในบ่ายวันนี้จะร่วมประชุมและหารือกับคณะทำงานชุดหาแนวทางแปรสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2จี ที่กระทรวงการคลัง พร้อมยืนยันดำเนินการได้ทันตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้เวลาไว้ 1 เดือน
"ตอนนี้ยังไม่มีแนวทางอะไรเลย ขอฟังข้อมูลทั้งหมดก่อน ไปฟังผลการศึกษาของคณะทำงานและการหารือกับคณะกรรมการ กทช. คิดว่าการดำเนินการยังทำได้ทันตามที่ ครม.ให้เวลาไว้ 1 เดือน โดยขณะนี้ยังมีเวลาอีก 3 สัปดาห์" นายจุติ กล่าวนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้แจงว่า ไม่ว่าสัมปทานกสทหรือทีโอทีจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่ แต่ใบอนุญาตในกิจการโทรคมนาคมจะหมดอายุอย่างเร็วที่สุด คือ 3 ปี ของทรูมูฟ หรืออย่างช้า 8 ปี ของดีแทค เพราะฉะนั้น กสทและทีโอที ต้องปรับตัวให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เพราะไม่ช้าก็เร็ว รายได้จากสัมปทานก็จะหมดไป
“ยิ่งกทช.จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี เชื่อว่าลูกค้าของระบบโทรศัพท์จะย้ายจากระบบ 2 จี ไป 3 จี ซึ่งจะทำให้รายได้ของกสทและทีโอที ลดลงอยู่แล้ว” ดร.สมเกียรติกล่าว







