posttoday
ปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4-ไทยอยู่ตรงไหน (จบ)

ปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4-ไทยอยู่ตรงไหน (จบ)

10 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ได้เขียนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมไป 3รอบแล้วในฉบับที่ผ่านมา ยังไม่ทันจะขึ้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 พอดีเนื้อที่หมดเสียก่อน เลยต้องมาต่อในฉบับนี้ แต่ก่อนที่จะขึ้นเรื่องของการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 ผู้เขียนขอแก้ไขตัวเลขค.ศ. ของการเริ่มต้นปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 ว่าไม่ใช่ ค.ศ. 2008 แต่น่าจะเริ่มประมาณทศวรรษที่ 20 (1950s) ที่เริ่มมีการพัฒนาระบบดิจิทัล การสื่อสาร และมีความรวดเร็วในระบบและพลังงานของคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้เราสามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ และสำหรับผู้เขียนนั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 ยังดำเนินอยู่ โดยจะค่อยๆ สิ้นสุดเมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้เช่นกัน ที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 กำลังเริ่มขึ้น

ดังที่ได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า ผู้เขียนเรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นรอบ เพราะแต่ละครั้งใช้เวลาตั้งแต่การเริ่มต้นถึงสิ้นสุด นับเป็นสิบปี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 และ 4 นี้เกยกันอยู่ หรือที่จริงการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 เป็นการพัฒนาต่อยอดจากรอบที่ 3 คล้ายๆ กับที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 2 ที่ผู้เขียนมองว่าเป็นการต่อยอดจากรอบที่ 1 เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 1 เป็นการนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานคน และเริ่มในอุตสาหกรรมสิ่งทอก่อน การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 2 ที่ตามมา จึงเป็นเรื่องของการนำไอน้ำ (รถจักรไอน้ำโดย Watt) เข้ามาในการคมนาคมขนส่ง ประกอบกับการผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้ต้องมีเรื่องของการแบ่งงานกันทำ (Division of Labour) และการนำไฟฟ้ามาใช้เป็นต้น เพียงแต่ความแตกต่างระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 1 กับรอบที่ 2 ชัดเจนกว่า และไม่ถึงกับต่อเนื่องกันอย่างในครั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะโลกของอินเทอร์เน็ตและไซเบอร์นั้น รวดเร็วกว่าในสมัยก่อนมาก

แม้แต่เรื่อง “Internet of Things” ผู้มีความรู้บางท่าน ก็ยังมองว่าน่าจะอยู่ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4

ผู้เขียนจึงขอหยิบเอาคำจำกัดความของ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธาน (Executive Chairman) ของ World Economic Forum หรือ WEF ที่บอกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 นั้น เป็นการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับสภาพทางกายภาพ ดิจิทัล และชีววิทยา อ่านภาษาไทยแล้ว ผู้เขียนคิดว่าหลายท่านคงงงๆ ก็เลยขอวงเล็บภาษาอังกฤษไว้ด้วยดีกว่า(It is characterized by a fusion of technologies that is blurring the lines between physical, digital, and biological spheres) หรือที่ Nicholas Davis, head of Society and Innovation ของ WEF ให้คำจำกัดความไว้อย่างกะทัดรัดว่าเป็น “Cyber-physical system” ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร ประเด็นสำคัญคือ มีการพัฒนาจากการมีอินเทอร์เน็ต มีซอฟต์แวร์ และโลกของไอที เป็นโครงสร้าง
พื้นฐาน และนำไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ทั้งในด้านการผลิต ชีววิทยา สุขภาพ ตลอดจนการดำเนินชีวิตของคนในโลก หากเป็นเรื่องของการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ก็มี Automation หรือหุ่นยนต์ต่างๆ ที่พัฒนามากขึ้น ซับซ้อนขึ้นกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต หรือมีที่เรียกว่า Machine Intelligent ถ้าเป็นเรื่องของชีววิทยาก็มี เช่น การ Edit Genome

Davis บอกว่า ความยุ่งยากซับซ้อนของเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้คนจำนวนมากไม่คุ้นเคยกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 ส่วน Schwab เห็นว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 นี้จะมีผลกระทบต่อกฎระเบียบ เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม และถึงขนาดที่อาจจะมีคำถามว่า มันจะมีความหมายอย่างไรต่อมนุษยชาติ

Schwab กังวลว่าองค์กรต่างๆ จะไม่สามารถปรับตัวได้ รัฐบาลเองก็อาจไม่สามารถใช้และควบคุมเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ ตลอดจนอาจกระทบต่อความมั่นคง ความไม่เท่าเทียมกัน อาจมีมากขึ้น สังคมอาจแตกแยก เช่นเดียวกับ Davis ที่มองว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือความไม่เท่าเทียมกัน ผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความเป็นตัวตนของบุคคล และระบบสังคมในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราคงต้องมาดูว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนี้ ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน ปัจจุบันไทยยังอยู่ในกระแสของการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 อย่างแน่นอน แล้วจะกระโดดไปทันรอบที่ 4 หรือไม่ นับว่าเป็นเรื่องน่าห่วงมาก หากไปไม่ทัน แน่นอนว่า ผลที่จะเกิดและเห็นได้ชัดก็คือ การที่ Automation และไอทีเข้ามาแทนที่แรงงาน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรและภาคบริการ จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกลดลงไปอีกในทุกด้าน หรือตัวอย่างเช่น การที่รถขนส่งมวลชน แท็กซี่ รถบรรทุก ไม่ต้องใช้คนขับ คนที่เคยทำงานเหล่านี้จะไปทำอะไร การว่างงานอาจสูงขึ้น หากโรงงานอุตสาหกรรมจ้างคนเพียงไม่กี่คน นอกนั้นเป็นระบบ Automation หมด น.ส.ฉันทนา จะไปทำงานที่ไหน Call Center ก็ไม่ต้องใช้พนักงาน พนักงานเหล่านี้จะไปทำงานที่ไหน จาก Oxford Martin Programme รายงานว่า มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ๆ ในสหรัฐเพียง 0.5% ของกำลังงานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นอัตราการจ้างงานที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับ 8.2% ในช่วงปี 1980s ที่มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความมั่นคง ที่ผู้เกี่ยวข้องจะตามควบคุมและสร้างกฎระเบียบทันหรือไม่

หยิบยกมาแค่ 2-3 ตัวอย่างก็หนาวแล้ว มีทางเดียวคือต้องพยายามร่วมมือกับชาติที่พัฒนาแล้วให้มาก และส่งเสริมทางด้านไอทีและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีให้มากๆ เพื่อเกาะขบวนเขาไปให้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท