
ตลาดเงิน-ตลาดทุนผันผวน นักลงทุนวิ่งซบทอง
แค่เพียงผ่านวันตรุษจีนเพียงหนึ่งวัน ราคาทองคำในตลาดประเทศไทย ก็ปรับราคาพุ่งพรวดพราดขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
แค่เพียงผ่านวันตรุษจีนเพียงหนึ่งวัน ราคาทองคำในตลาดประเทศไทย ก็ปรับราคาพุ่งพรวดพราดขึ้นอย่างรวดเร็ว สมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาทองคำในวันที่ 9 ก.พ.ขึ้นรวดเดียว 350 บาท โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อเข้าบาทละ 19,950 บาท ขายออกบาทละ 20,050 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อเข้าบาทละ 19,662.52 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท
ราคาทองคำไม่ได้เพิ่งจะสูงขึ้นในช่วงนี้ แต่ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ จนถึงเทศกาลตรุษจีน ราคาทองคำขึ้นมาบาทละ 1,850 บาท จากราคาทองคำประมาณบาทละ 18,200 บาท มาเป็นบาทละ 20,050 บาท สูงสุดในรอบ 3 เดือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 %
มีคำถามเกิดอะไรขึ้น และราคาทองคำจะพุ่งไปถึงที่ระดับใด เป็นคำถามที่มีคำตอบ
ความจริง “ราคาทองคำ” ในประเทศไทยจะปรับขึ้นลงตามทิศทางราคาทองคำโลก และเกี่ยวข้องกับทิศทางค่าเงินบาทด้วย
ดังนั้น การจะมองว่าราคาทองคำที่ขายในไทยต่อไปจะเป็นทิศทางใด ต้องตีโจทย์ให้แตกว่า “ทิศทางราคาทองคำโลก” ไปทิศทางใด อีกทั้งราคาทองคำยังมีความสัมพันธ์กับค่าเงินเหรียญสหรัฐและราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจ และอีกนานาปัจจัยเชื่อมโยงกันไปมา ยิ่งทำให้โจทย์ยากขึ้น
ย้อนไปดูเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.47 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลง ตามราคาน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐ โดยดัชนี S&P 500 ร่วงกว่า 3% ในระหว่างวันและร่วงลงมากกว่า 9% แล้วในปีนี้
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงราว 3% ในวันจันทร์ที่ 8 ก.พ. เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน และลดลงต่ำกว่าระดับ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นั่นหมายความว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทั้งราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น และค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลงทำให้นักลงทุนจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง นั่นก็คือ “ทองคำ”
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมัน เนื่องจากในระยะนี้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสินทรัพย์ดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน เมื่อคืนวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์-COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน เม.ย.ปิดพุ่งขึ้น 40.2 เหรียญสหรัฐ หรือ 3.47% แตะระดับ 1,197.90 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงติดต่อกัน 2 วันทำการที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดหุ้นในสหรัฐได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบ หลังจากมีรายงานว่าการประชุมระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุดิอาระเบียและเวเนซุเอลานั้น ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการใช้มาตรการลดกำลังการผลิตเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐนั้น มีราคาถูกลงและน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น
อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จับตาดูเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารสหรัฐ (เฟด) จะแถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านบริการทางการเงินแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันที่ 9 ก.พ.นี้ และจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งวุฒิสภาในวันที่ 10 ก.พ. ซึ่งคาดว่าเยลเลนจะส่งสัญญาณเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้าออกไปหรือไม่ หลังจากที่เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. 2558
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากประธานเฟดกล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดการเงินโลก จะทำให้ตลาดตีความว่าเฟดส่งสัญญาณจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำที่สามารถจะขยับขึ้นได้อีก
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่าทำไมราคาทองคำถึงพุ่งแรง คือ ข่าวกองทุน SPDR เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำต่อเนื่อง โดยวันที่ 8 ก.พ.ถือครองทองคำเพิ่มอีก 5.06 ตัน โดยตั้งแต่ต้นปี SPDR เพิ่มการถือทองคำแล้วกว่า 61.15 ตัน สะท้อนให้เห็นความต้องการทองคำจากนักลงทุนสหรัฐและยุโรปเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน
จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ตั้งช่วงปีใหม่ถึงตรุษจีนราคาทองคำขึ้นมา 700 บาท/บาททองคำ จากราคาทองคำประมาณบาทละ 18,350 บาท มาเป็นบาทละ 19,700 บาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 เดือน แต่แนวโน้มราคาทองคำยังผันผวนต่อเนื่อง จากเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองปีนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,050-1,250 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือประมาณบาทละ 1.75-2.2 หมื่นบาท
“เชื่อว่าราคาทองคำมีโอกาสถึง 2 หมื่นบาท ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ อย่างไรก็ตามขอแนะนำนักลงทุนให้ลงทุนทองคำระยะสั้น หากมีกำไรบาทละ 200-300 บาท ให้ขายทำกำไรไปก่อน” จิตติ กล่าว
แม้ราคาทองคำใน 1 เดือนที่ผ่านมา จะปรับตัวเป็นขาขึ้น แต่ความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุน จะทำให้ราคาทองคำผันผวนไม่แพ้กัน ต่างกันที่การลงทุนในทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าในยามเศรษฐกิจชะลอตัว







