posttoday
สปท.แนะเลือกตั้งเขตใหญ่ ลดอำนาจสว.ตั้งองค์กรอิสระ

สปท.แนะเลือกตั้งเขตใหญ่ ลดอำนาจสว.ตั้งองค์กรอิสระ

09 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ วันแรกส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้ง พร้อมเสนอให้ยกเลิก สส.บัญชีรายชื่อ และให้เลือกตั้งแบบเขตใหญ่ มี สส.ได้ไม่เกิน 3 คน ส่วนการสรรหา สว.ทางอ้อมจุดอ่อนถูกบล็อกโหวตง่าย

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อภิปรายว่าการชูสโลแกนรัฐธรรมนูญปราบโกงเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจำกัดสิทธิคนทุจริตไม่ให้เข้าสู่การเมืองและให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่ไม่ให้คนทุจริตเข้ามาโกงกินประเทศ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนพึงพอใจ

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งบัตรเดียวใบเดียวไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศได้ กมธ.เห็นว่าควรให้มีเฉพาะ สส.เขตเท่านั้น โดยใช้ระบบเขตใหญ่เขตละ 3 คน สามารถทำให้การซื้อเสียงน้อยลงได้ ส่วนประเด็นการได้มาซึ่ง สว. แม้กระบวนการเลือกสลับซับซ้อนก็ยังบล็อกโหวตง่าย และจะไม่ได้คุณสมบัติที่ต้องการจริงๆ จึงเสนอให้ใช้การสรรหา โดยเพิ่มคุณสมบัติการสรรหาให้กว้างขวางเหมาะสมเป็นที่ยอมรับ

เสรี กล่าวว่า การตัดสิทธิคนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องพ้นความเป็นสมาชิกมาไม่น้อยกว่า 10 ปี ถึงจะเป็น สว.นั้น​แต่ กรธ.ยังจำกัดสิทธิตัวเองแค่ 2 ปี ถ้าตัดสิทธิมากเกินไปจะทำให้รัฐธรรมนูญขาดความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามการวางโครงสร้างการเมืองอย่าให้ละเอียดเกินไป ให้วางเฉพาะหลักการสำคัญ เพื่อให้เปลี่ยนแปลงได้ หากเอาสภาพปัญหาไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วยังออกแบบให้แก้ไขยาก ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็จะเกิดวิกฤตขึ้นอีกในอนาคต

ขณะที่การทำประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิหรือผู้มีสิทธินั้น ส่วนตัวเห็นว่าแม้รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านประชามติด้วยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิยังเกิดปัญหาการไม่ยอมรับจนเกิดวิกฤต ดังนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำประชามติโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิแล้วผ่านได้จะทำให้มีความยั่งยืน

คำนูณ สิทธิสมาน สปท. อภิปรายว่าระบบเลือกตั้ง​ที่ให้ลงคะแนนเพียงเฉพาะ สส.เขตแล้วนำมาคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นการตัดสิทธิในการเลือกของประชาชน และยังเป็นการตัดหนทางของพรรคเล็กทุนน้อยกลุ่มการเมืองเก่าที่และกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาในสภา เพราะจากเดิมแค่ได้รับเสียง 7.5 หมื่น-1 แสนคะแนน ก็ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1-2 คน

สำหรับระบบเลือกนายกฯ หากไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ให้เลือกในสภาได้ โดยกำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ โดยให้ใช้เสียงข้างมากเด็ดขาดไม่ว่าจะ 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5 นอกจากนี้การไปล็อกให้พรรคเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ อาจเกิดการพลิกผันไม่ต้องการคนที่เสนอชื่อไว้ เพราะกว่าจะเสนอชื่อก็เป็นเวลา 3 เดือนหลังจากที่เสนอชื่อ หรือในกรณีหลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว 1-2 ปี กระบวนการเลือกนายกฯ จะต้องเอาคนที่เคยเสนอชื่อไว้แล้วมาเลือกอีก

นอกจากนี้ ยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการเลือกนายกฯ นับจากวันเปิดประชุมสภานัดแรกภายใน 30 วัน เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา รวมถึงการกำหนดระยะเวลาประกาศผลการเลือกตั้งไว้ถึง 60 วัน เพราะการเลือกตั้งแบบนี้ต้องรู้คะแนน สส.เขตแน่นอน จึงคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อได้ อีกทั้งกว่าจะได้ ครม.​กว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กว่าจะเริ่มทำงานได้ก็ 4 เดือนซึ่งนานเกินไป เพราะกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดคือการใช้วิธีกาบัตรเดียว

คำนูณ กล่าวว่า ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการเสียสมดุลในรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้น้ำหนักกับพรรคการเมือง ทิ้งพลังจากกลุ่มอื่นๆ ทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ ดังนั้นรอบนี้จะต้องมีกรอบไว้ชัดเจนไม่ให้เสียสมดุล

วิทยา แก้วภราดัย สปท. อภิปรายว่า ที่ผ่านมา สส.ระบบบัญชีรายชื่อที่มีเจตนาให้ผู้ที่เป็นคนดี แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการหาเสียงมาเป็น สส. แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา 4–5 ครั้ง ปรากฏว่าสะท้อนเรื่องนี้น้อยมาก สส.บัญชีรายชื่อกลายเป็นที่ซ่องสุมของนายทุนพรรค และเป็นทางลัดให้นายทุนเป็นรัฐมนตรีได้ง่าย จึงเห็นว่าควรมี สส.เขตเพียงอย่างเดียว ทำให้เขตใหญ่ขึ้นไม่เกิน 3 คน

อย่างไรก็ตาม กรธ.ออกแบบให้มีระบบแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีวิธีการใช้บัตรใบเดียว เพื่อไม่ให้ “คะแนนตกน้ำนั้น” เป็นเพียงวาทกรรมที่เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนหน้าที่ของ สว.นั้นขอให้มีเพียงแค่หน้าที่การกลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว  ไม่ต้องถอดถอนหรือรับรองการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่จะทำให้เกิดปัญหา ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่เพียงจัดการเลือกตั้ง ส่วนการวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตเลือกตั้งนั้น ควรจะให้มีการจัดตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ

วันชัย สอนศิริ สปท. กล่าวว่า จากที่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ 270 มาตรา นั้นให้คะแนน 85 คะแนน ส่วนที่มีคนกล่าวหาว่าเป็นรัฐธรรมนูญห่วยแตกหรือรัฐธรรมนูญขี้เรื้อนนั้น เป็นเพราะเขาไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญนี้ปราบคนห่วยแตกหรือหมาขี้เรื้อน และร่างรัฐธรรมนูญนี้ทำใหการเลือกตั้งสุจริต ได้ สส.​ สว.​นายกฯ รัฐมนตรีที่ดีอย่างอื่นก็จะดีตามมา

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งแบบทรีอินวันเลือกครั้งเดียวได้ สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรีการบังคับให้เลือกเพียงบัตรเดียวถือเป็นการข่มขืนใจเกินไป เพราะบางทีอยากได้ สส.พรรคนี้ แต่อยากได้อีกพรรคมาถ่วงดุล อีกทั้งการเลือกแบบทรีอินวันนั้นคุ้มจนทำให้เกิดการ​ซื้อเสียงและยอมเสี่ยงติดคุก ดังนั้นควรเปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งแบบเป็นเขตใหญ่​​

นิกร จำนง สปท.​ กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาแก้ยากและกลายเป็นปัญหาในอดีต แต่ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันตามกลไกแล้วแก้ไม่ได้ เหมือนเป็นค่ายกล 7 ดาว  เหมือนเป็นดาบสองคมในมาตรา 253  ที่การแก้จะต้องใช้ สว. 2 ใน 3 ซึ่งการจะแก้ไม่ได้เพราะ สว.เพียง 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วย  หรือหากใช้เสียง สส.ต้องใช้เสียงของทุกพรรคที่มีเสียงเกิน 10% เห็นด้วย ดังนั้นหากมีพรรคเดียวไม่เห็นด้วยก็แก้ไม่ได้  และผ่านวาระ 3 แล้วก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือหากจะแก้ไขบางหมวด เช่น องค์กรอิสระต้องทำประชามติ ทั้งหมดนี้ถือเป็นดาบสองคม เขียนเพื่ออะไร

ทั้งหมดนี้ กรธ.จะรับไปแก้ไขหรือไม่เพียงใด ต้องตามกันไม่กะพริบ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน