posttoday
วิสาหกิจเพื่อสังคม

วิสาหกิจเพื่อสังคม

09 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ประเทศไทยเริ่มสนใจเรื่อง “วิสาหกิจเพื่อสังคม” เมื่อราวเกือบหนึ่งทศวรรษมาแล้ว จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2557 ความสนใจเรื่องนี้ขึ้นสู่กระแสสูง เมื่อ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเรื่องนี้ในประเทศอังกฤษ

งานเรื่องนี้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ดร.บวรศักดิ์ “ตื่นเต้น” กับเรื่องนี้มาก และเห็นว่าเป็น “ทางออก” สำคัญของประเทศไทย หลังกลับจากการศึกษาดูงาน ได้เสนอรายงานการศึกษาเรื่องนี้ต่อ สปช. ซึ่ง สปช.ได้ให้ความเห็นชอบ 230 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง ต่อมาได้มีการเร่งรัดร่างกฎหมายเรื่องนี้ขึ้น คือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ... และได้เสนอเรื่องนี้ต่อ สปช. ซึ่ง สปช.ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเห็นชอบ 225 เสียง ไม่เห็นชอบ 5 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2558

น่าเสียดายเมื่อร่างกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงมีความเห็นแย้งด้วยเหตุผลผิดๆ ทำให้ร่างกฎหมายนี้ชะงักไปหลายเดือน จนมีการเปลี่ยนทีมงานเศรษฐกิจ และได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ซึ่งก็ยังมีบางหน่วยงานที่ให้ความเห็นแบบ “ตาบอดคลำช้าง” จึงยังไม่รู้ว่าอนาคตกฎหมายนี้จะเป็นเช่นไร ณ บัดนี้จึงควรทำความเข้าใจแล้วสร้าง “สัมมาทิฐิ” เกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อให้สังคมไทยสามารถใช้ประโยชน์จากแนวคิดเรื่องนี้ได้มากที่สุดต่อไป

วิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย และแท้จริงแล้วเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในสังคมโลกที่ยังมีแนวคิด นิยาม รูปแบบ วิธีการดำเนินงาน และรายละเอียดที่หลากหลายแตกต่างกัน ก่อนอื่นจึงจำเป็นต้องทำความชัดเจนว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมคืออะไรกันแน่

ในอดีต “กิจการ” ของ “ภาคเอกชน” แบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ ภาคธุรกิจ (Business) กับภาคการกุศลสาธารณะ (Charity หรือ Philanthropy) โดยภาคธุรกิจมุ่งผลกำไรเป็นตัวเงิน แต่ภาคการกุศลสาธารณะมุ่งแก้ปัญหาสังคม โดยทั่วไปกิจการของภาคเอกชนในอดีตในทางกฎหมาย จึงจัดภาคธุรกิจเป็น “องค์กรมุ่งผลกำไร” (For-Profit Organization) ขณะที่องค์กรการกุศลต่างๆ จะเป็น “องค์กรไม่มุ่งผลกำไร” (Not-for-Profit Organization)

องค์กรธุรกิจได้ทุนมาจาก “การลงทุน”(Investment) ของนักลงทุนหรือจากการร่วมลงทุนของผู้ประกอบการ แล้วดำเนินการโดยการประกอบธุรกิจ สร้างรายได้เพื่อให้มีผลกำไร แล้วนำผลกำไรไปแบ่งปันกัน หรือนำไปขยายกิจการ มิติทางสังคมที่ธุรกิจต้องพิจารณาคือ ต้องทำให้ถูกกฎหมาย แต่จะมีผลกระทบทางลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพิ่มปัญหาให้แก่สังคมหรือสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นที่ธุรกิจ “ต้อง” พิจารณา ตราบใดที่ธุรกิจนั้นยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่มิได้เข้าไปตรวจตราว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เช่น อาจประกอบธุรกิจสุรา ยาสูบ สถานบริการทางเพศ หรือมีการปล่อยน้ำเสียสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ เป็นต้น

ประเด็นหลักที่ธุรกิจต้องคำนึง คือ สร้างผลกำไรสูงสุดแก่ผู้ประกอบการหรือผู้ถือหุ้น จนต่อมารัฐและสังคมต้องออกกฎกติกามาตีกรอบในบางเรื่อง เช่น การกำหนดให้ต้องมีการประเมินผลกระทบ
ต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนจะอนุญาตให้ดำเนินกิจการสำหรับกิจการส่วนหนึ่ง และต่อมาเพิ่งให้มีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนด้วย สำหรับโครงการขนาดใหญ่ และโดยเฉพาะสำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมทั้งต่อมามีข้อกำหนดในเรื่อง “บรรษัทภิบาล” (Corporate Good Governance) ของธุรกิจให้ต้องมี “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Corporate Social Responsibility : CSR) ด้วย

ขณะที่องค์กรการกุศลสาธารณะได้ทุนมาจากการบริจาคหรือการระดมทุนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สภากาชาดไทย มีแหล่งทุนสำคัญทั้งจากการรับบริจาค การจัดงานกาชาด การออกสลากกาชาด และการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐ เป็นต้น จากเงินทุนที่ได้มา องค์กรจะใช้เงินทั้งหมดไปทำภารกิจเพื่อแก้ปัญหาสังคมต่างๆ ตามพันธกิจ (Mission) ของตน โดยมากจะไม่มีการประกอบธุรกิจ หรือถ้ามีการขายสินค้าและบริการบ้าง ก็มุ่งขายโดยการขอความเมตตาจากผู้ซื้อมากกว่าเป็นการขายสินค้าทั่วไป เงินทุนที่หามาได้ก็จะใช้จนหมดไป ควบคู่กับการหามาเพิ่มใหม่

ปัญหาขององค์กรการกุศลสาธารณะ คือ ความยากลำบากในการหาทุนมาดำเนินการ เพราะมีองค์กรการกุศลเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ต้องแข่งขันกันหาผู้บริจาค ในหลายประเทศที่เคยพึ่งพาเงินช่วยเหลือการกุศลจากต่างประเทศ เมื่อฐานะของประเทศดีขึ้น หรือปัญหาลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นรุนแรงกว่า เงินช่วยเหลือก็จะลดลงเป็นปฏิภาคกัน เหตุนี้เองจึงทำให้มีผู้นำแนวคิดและวิธีการขององค์กรธุรกิจกับองค์กรการกุศลมาผนวกรวมกัน นั่นคือเป้าหมายขององค์กรยังมุ่งประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยต้องมุ่งทำแต่กิจการที่ไม่สร้างปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และแทนที่จะรอรับแต่เงินบริจาค ก็ประกอบการธุรกิจเพื่อให้มีรายได้และผลกำไรมาทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย นี้เอง จึงเกิดองค์กรในรูปแบบใหม่ คือ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ขึ้น

ความหลากหลายประการหนึ่งของวิสาหกิจเพื่อสังคม ก็คือเมื่อประกอบธุรกิจมีผลกำไรแล้วจะเอาผลกำไรไปแบ่งปันกันในหมู่ผู้ประกอบกิจการได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

มูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในฐานะผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนซึ่งให้เงินกู้ขนาดจิ๋ว (Microfinance) แก่คนยากจนโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถมีเงินลงทุนประกอบธุรกิจโดยไม่ต้องไปพึ่ง “เงินกู้นอก” คือเป้าหมายขององค์กรที่มุ่งประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยต้องมุ่งทำแต่กิจการที่ไม่สร้างปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และแทนที่จะรอรับแต่เงินบริจาค ก็ประกอบการธุรกิจเพื่อให้มีรายได้และผลกำไรมาทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วยนี้เอง

ยูนุสยังให้คนเหล่านั้นสามารถมีเงินลงทุนประกอบธุรกิจโดยไม่ต้องไปพึ่ง “เงินกู้นอกระบบ” ซึ่งมีดอกเบี้ยสูง และวิธีทวงหนี้โหด ยูนุสประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้รับรางวัลทรงเกียรติของโลก เขามีแนวคิดว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจเพื่อสังคมจะต้องไม่นำผลกำไรไปแบ่งปันกันเลย กำไรทั้งหมดต้องนำมาลงทุนเพื่อให้ประโยชน์แก่สังคมขยายวงกว้างออกไป แนวคิดดังกล่าวนี้มีผู้เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง เพราะผู้ที่บริจาคเพื่อการกุศลนั้น ไม่เคยได้ผลกำไรเป็นตัวเงินจากการบริจาคเลย และเงินบริจาคก็เท่ากับ “สูญ” ไปทั้งหมด แต่คนก็ยังบริจาค ขณะที่ “การลงทุน” กับวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ผลคือ “การกุศล” หรือการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน สิ่งที่ได้คือ “กำไร” และ/หรือ “ผลตอบแทนทางสังคม” (Social Return)

ข้อสำคัญ “เงินลงทุน” ที่เคยให้ไปกับการบริจาคยังคงอยู่ มีโอกาสถอนคืนกลับไปใช้ได้ แม้ไม่มีกำไรหรือดอกผลงอกเงยเลยก็ตาม

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องการ “ผลกำไร” จาก “การลงทุน” ของตน รัฐบาลอังกฤษจึงกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” เมื่อปี 2545 ว่า “ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสังคม โดยนำผลกำไรส่วนใหญ่ไปลงทุนเพิ่มเพื่อวัตถุประสงค์นั้น”

ผลกำไรที่นำไปแบ่งปันกัน ซึ่งเป็น “ส่วนน้อย” ของผลกำไร ควรเป็นเท่าไร เริ่มต้นอังกฤษกำหนดว่าต้อง “ไม่เกิน 20%” แต่ต่อมาพบว่าตัวเลขดังกล่าวไม่จูงใจพอสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ยังต้องการกำไรจากการลงทุน แม้ในวิสาหกิจเพื่อสังคมก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวจึงเพิ่มให้แบ่งปันผลกำไรได้ “ไม่เกิน 1 ใน 3” ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท