
แก้เหล็กจีนล้นตลาด ลดผลิตเปลี่ยนผ่านสู่บริโภค
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
อุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกกำลังส่งเสียงกังวลต่อการ “ทุ่มตลาด” ของจีน ที่ทำให้เหล็กต้นทุนต่ำเข้ามาตีตลาดจนผู้ผลิตในประเทศย่ำแย่ โดยล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เตรียมจะใช้ภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดกับเหล็กนำเข้าจากจีนสูงถึง 16% แม้จีนจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและยกให้องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เป็นผู้ตัดสิน แต่ขณะเดียวกัน จีนก็ยอมผ่อนท่าทีแข็งกร้าวโดยประกาศลดกำลังการผลิตเหล็กลง ให้ผู้ผลิตเหล่านั้นหายใจหายคอกันได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม การปรับลดกำลังผลิตดังกล่าวอาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคาเหล็กให้กลับไปสูงขึ้นได้ หรือไม่สามารถแก้ปัญหาการทุ่มตลาดของจีนได้มากนัก และโลกอาจต้องอดทนกับปัญหาเรื้อรังเช่นนี้ไปอีกนาน หรือจนกว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นจริง เนื่องจากการปรับตัวของจีนเป็นเพียงสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากภาคการผลิตไปยังการบริโภคที่ต้องใช้เวลาอีกนาน
บริษัทเหล็กต่างเผชิญกับราคาเหล็กถูกจนต้องปรับลดต้นทุน โดยสถาบันนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐในกรุงวอชิงตัน คาดการณ์ว่า จากราคาเหล็กที่ตกต่ำลงนี้ รวมถึงภาคส่วนอื่นๆ เช่น รองเท้า เซรามิก และจักรยาน อาจทำให้ยุโรปต้องปลดพนักงานมากกว่า 3.5 ล้านอัตรา ด้านอินเดียเองก็ประกาศตั้งราคาขั้นต่ำเหล็กจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี เพื่อป้องกันการทุ่มตลาด
ปริมาณเหล็กที่ล้นตลาดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการผลิตในปริมาณมหาศาลของจีน ซึ่งจีนใช้เป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด จนกลายเป็นเป้าในการกล่าวโทษว่า เป็นตัวการทุ่มตลาดจนราคาเหล็กร่วงลง แต่ด้านจีนเอง ก็เผชิญกับผลการผลิตส่วนเกิน และปริมาณสินค้าล้นตลาดที่ฝุ่นจับไม่มีคนซื้อ โดยราคาเหล็กของจีนตกลงมาแรงจาก 7,000 หยวน/ตัน ในปี 2009 เหลือแค่ 1,800 หยวน/ตัน ในปัจจุบัน
บริษัทเหล็กของจีนเผชิญกับความย่ำแย่ไม่ต่างกันนัก โดยสมาคมผู้ผลิตแร่เหล็กและเหล็กกล้าจีน (ซีไอเอสเอ) เปิดเผยว่า สมาชิกมากกว่าครึ่งจากทั้งหมด 100 แห่งของซีไอเอสเอ ประสบกับการขาดทุนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2015 โดยมีการขาดทุนรวมกัน 5.31 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.81 แสนล้านบาท)
ในที่สุด ภายใต้แผน 5 ปี ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศจะปรับลดกำลังการผลิตเหล็กลง 100-150 ล้านตัน/ปี พร้อมกับผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการขึ้นในภาคส่วนเหล็ก โดยโกลด์แมนแซคส์ วาณิชธินกิจชื่อดังของสหรัฐ คาดการณ์ว่า จากแผนดังกล่าว ปริมาณการผลิตเหล็กกล้าจะลดลงราว 55-95 ล้านตัน ในขณะที่แร่เหล็กจะลดลงราว 90-150 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม การปรับลดกำลังการผลิตเหล็กลง อาจจะไม่ช่วยให้ราคากลับมาสูงได้เหมือนแต่ก่อน เพราะกำลังซื้อร่วงลงไปมากกว่ากำลังการผลิตที่ลดลง ในขณะที่การปรับลดการผลิตดังกล่าวเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิต (จนล้น) ไปเป็นการบริโภคภายในประเทศ
บรรดานักวิเคราะห์จากแคปิตัล อีโคโนมิกส์ แมคไควรี กรุ๊ป และอาร์โกนอนท์ ซีเคียวริตี้ส์ (เอเชีย) ต่างคาดการณ์ว่าการปรับลดนี้จะไม่ช่วยดันราคาขึ้นแต่อย่างใด
ด้าน แคโรไลน์ เบน จากแคปิตัลอีโคโนมิกส์ ระบุว่า การปรับลดดังกล่าวมาช้าจนเกินไป ดังนั้นผลต่อตลาดในขณะนี้จึงน้อย โดยแม้ในปีที่แล้วผลผลิตเหล็กของจีนจะปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1981 แต่แรงซื้อกลับหดตัวลงมากกว่าการลดลงของกำลังผลิตเสียอีก
จากการประเมินขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ผลผลิตเหล็กส่วนเกินขึ้นไปแตะระดับ 2.241 ล้านตัน ในปี 2014 มากกว่าปี 2000 ที่ล้นตลาดอยู่ที่ 1.060 ล้าน เท่านั้น โดยจีนนอกจากจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่ด้วยเช่นกัน แต่จากข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก การผลิตและการบริโภคเหล็กของจีนปรับตัวลง 2.3% เป็น 803.8 ล้านตัน ในปี 2015 มากที่สุดในรอบ 25 ปี
ขณะเดียวกัน แม้ยุโรปจะออกมาเรียกร้องให้จีนปรับลดกำลังการผลิต และเลิกการทุ่มตลาดเสีย แต่ต่อให้จีนปรับลดกำลังการผลิตตามแผนที่วางเอาไว้ จีนก็ยังมีผลผลิตเหล็กต้นทุนต่ำเอาไว้ส่งออกอยู่ดี โดยจากข้อมูลของแมคไควรี จีนจะต้องปรับลดการผลิตให้ได้ถึงราว 200-250 ล้านตัน ถึงจะเกิดผลดีต่อราคาเหล็กและดีกับบรรดาผู้ออกมาเรียกร้องไม่ให้จีนทุ่มตลาด
แม้การปรับลดปริมาณการผลิตของจีนจะไม่ส่งผลต่อราคาเหล็กและผู้ผลิตรายอื่น แต่ไม่ว่าอย่างไร จีนก็จำเป็นต้องปรับลดการผลิตเหล็กลงอยู่ดี เพราะการปรับลดลงนอกจากจะช่วยตลาดจีนที่เผชิญกับกำลังผลิตเกินแล้วยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจีน จากการใช้การผลิตนำ ให้กลายเป็นภาคการบริการและการบริโภคแทน
ทว่า ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ก็ยังมีอุปสรรคสำคัญอีก 2 ประการ คือ ประการแรก ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีของจีน ไม่ได้ระบุกรอบเวลาในการดำเนินการตามแผนปรับลดการผลิตเหล็กอย่างชัดเจน ซึ่งกรอบแผนเวลาเป็นสิ่งที่บรรดาบริษัทเหล็กจากทั่วโลกต้องการเห็น
ภายใต้แรงกดดัน กระทรวงพาณิชย์จีนออกมากล่าวภายหลังจากได้พูดคุยกับทางดับเบิ้ลยูทีโอว่า การปรับลดกำลังการผลิตดังกล่าวกำลังคืบหน้าและใช้เวลา 5 ปี นับจากนี้ตามชื่อแผน 5 ปี และมากกว่าปรับลดในแผนก่อนปี 2011-2015 ที่ปรับลงมากกว่า 90 ล้านตัน
ประการที่สอง การปรับลดกำลังการผลิตลงอาจทำให้คนจีนต้องตกงานถึง 4 แสนคน โดยอ้างอิงจากข้อมูลของสำนักข่าวซินหัวของจีน และการปลดพนักงานดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้ ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้พรรคเดียว ย่อมไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายจนควบคุมไม่อยู่
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง จีนยังคงจำเป็นต้องเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตต่อไป เพราะนอกจากอุตสาหกรรมเหล็กจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนแล้ว ยังเป็นตัวการปล่อยมลพิษของจีนอีกด้วย ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับภาวะสิ่งแวดล้อมจนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุดไปเมื่อปี 2015 และบังคับให้โรงงานหยุดการผลิตในช่วงนั้น
อุตสาหกรรมเหล็กของจีนในวันนี้จึงดูเหมือนจะกลายเป็น “ผู้ร้าย” ทั้งในมุมมองของคนนอกและคนใน ที่ปล่อยให้เป็นปัญหาคาราคาซังไม่ได้อีกต่อไปแล้ว







