
ซีเรียใช้ ‘ไทย’ ทางผ่านสู่ประเทศที่สาม
สถานการณ์การทะลักของผู้อพยพจากตะวันออกกลางเข้าสู่ยุโรป นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หลายประเทศในยุโรปเริ่มคุมเข้มด้านชายแดน หลังจากที่ประชาชนในประเทศเริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจ ส่งผลให้นานาชาติเรียกร้องให้เกิดความสงบภายในตะวันออกกลางโดยเร็ว
สถานการณ์การทะลักของผู้อพยพจากตะวันออกกลางเข้าสู่ยุโรป นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หลายประเทศในยุโรปเริ่มคุมเข้มด้านชายแดน หลังจากที่ประชาชนในประเทศเริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจ ส่งผลให้นานาชาติเรียกร้องให้เกิดความสงบภายในตะวันออกกลางโดยเร็ว
ในขณะที่สถานการณ์ระหว่าง 2 ทวีปกำลังตึงเครียด สำนักข่าวเวิลด์บุลเลอตินในตุรกีก็ได้หยิบยกรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มาขยายความว่า "ประเทศไทย" กำลังเป็นทางผ่านของผู้อพยพชาวซีเรียไปสู่ประเทศที่ 3 ในยุโรปอย่างคาดไม่ถึง โดยผ่านขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมือง
รายงานได้อ้าง กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ติดตามคดีเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลาง ว่า เครือข่ายลักลอบขนคนเข้าเมืองมองเห็นโอกาสทำกำไรจากปัญหาดังกล่าว เพราะไม่ได้มีแต่ผู้อพยพที่เข้าเมืองมาอย่างถูกต้อง ทำให้ต้องใช้เครือข่ายใต้ดินต่างๆ ทั้งหนังสือเดินทางปลอม และการเล็ดลอดผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองมา
แม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่ามีชาวซีเรียอพยพมาไทยเป็นจำนวนเท่าใด แต่จากตัวเลขคร่าวๆ ของผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 7,000 รายแล้ว จาก 5,000 รายในช่วงก่อนเกิดสงครามกลางเมืองซีเรีย และเชื่อกันว่าตัวเลขผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายอาจเพิ่มขึ้นพอๆ กับผู้ที่เข้าเมืองมาอย่างถูกต้อง ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 40%
วิเวียน ตัน เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่า การที่ประเทศไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 1951 ส่งผลให้ไทยไม่มีกฎหมายและนโยบายจัดการผู้ลี้ภัยเป็นการเฉพาะ โดยใช้เพียงกรอบของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง
ภาวะดังกล่าวจึงส่งผลให้แม้แต่ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยสัญชาติอื่นๆ ในการต่ออายุวีซ่า และต้องกลายเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเมื่อวีซ่าหมดอายุ แทนที่จะเป็นผู้ขอลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศที่สาม
กรวิไล กล่าวเสริมว่า ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่ประเทศไทยไม่ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ภายใต้สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายลงโทษเฉพาะเหยื่อของเครือข่ายลักลอบคนเข้าเมืองเท่านั้น ไม่ได้ลงโทษผู้ดำเนินการลักลอบคนเข้าเมือง ส่งผลให้กฎหมายเปิดช่องว่างการทำธุรกิจลักลอบคนเข้าเมืองและทำให้กลุ่มคนลักลอบเข้าเมืองลอยนวลเป็นอิสระ
บรรยายภาพ ผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย
ที่มาภาพ เอพี







