
Sell Everything = ขายมันทุกอย่างจริงหรือ? (ตอนจบ)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อตอนที่แล้วเราคุยกันไปแล้วถึงสาเหตุที่เกิดบทความนี้ขึ้น ซึ่งมีคร่าวๆ ดังนี้ครับ คุณแอนดรูว์ โรเบิร์ตส (Andrew Roberts) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อของธนาคาร Royal Bank of Scotland (RBS) ได้ออกบทวิเคราะห์ที่มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ขายมันทุกอย่าง ยกเว้นตราสารหนี้คุณภาพสูง” ผมจึงอยากเสริมมุมมองทางเศรษฐกิจในเวลานี้ ดังนี้ ครับ
หนึ่ง เศรษฐกิจจีนจะประสบกับปัญหาเงินทุนไหลออก
เงินทุนจะไหลออกประเทศจีนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2559 และจีนคงจะต้องใช้เงินสำรองระหว่างประเทศประมาณ 1–1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปปกป้องค่าเงินหยวน และปกป้องไม่ให้เม็ดเงินเกิดการไหลออกอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนผันผวนตลอดปี 2559
สอง ประเทศในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) พบว่าดัชนี MSCI Emerging Markets Index ที่เป็นดัชนีสะท้อนภาพตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่ได้ตกลงมาต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ตกลงมาถึง 7.9% ซึ่งตกลงมาต่ำกว่าปี 2541 ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 เสียอีก แสดงให้เห็นว่า ตลาดกำลังอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวขาลง วันนี้จะขอคุยต่ออีกสองข้อที่เหลือเลยนะครับ
สาม อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินเหรียญสหรัฐกับค่าเงินของประเทศในตลาดเกิดใหม่
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ก็คือ การปรับตัวลงของค่าเงินของประเทศในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะจีน เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ตามที่แสดงให้เห็นในกราฟด้านล่าง
ในกราฟฟิกประกอบจะแสดงให้เห็นว่า ค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อสอง ได้เผชิญกับชะตากรรมที่ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง หลังจากที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มพลิกฟื้นดีขึ้น หลังวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 เริ่มตั้งแต่ปี 2013 หรือปี พ.ศ. 2555 ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็มีค่าสูงขึ้น จึงไปผลักดันให้อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินรวมของประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดระดับลงมาจากกว่า 90 หน่วย/เหรียญสหรัฐ เหลือเพียง 63.160 หน่วย/เหรียญสหรัฐ
เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาดีขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับมีแนวโน้มแย่ลง ก็ทำให้มีเงินทุนไหลออกจากประเทศเหล่านี้ เฉพาะในปีที่แล้ว 2558 พบว่ามีเงินทุนไหลออกไปสูงถึง 7.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พอค่าเงินตกต่ำลงมากๆ หลายๆ ประเทศก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาเงินเฟ้อตามมา จนนำไปสู่การพยายามปกป้องค่าเงินของตน โดยมักจะใช้เงินสำรองระหว่างประเทศที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐเข้าไปปกป้อง
แต่ผลที่ออกมาก็คือ ปกป้องได้เฉพาะในช่วงแรกเท่านั้น จากนั้นก็ต้องเริ่มปล่อยเพราะไม่กล้าเสี่ยงที่จะทุ่มเงินสำรองที่เหลืออยู่เข้าไปปกป้อง ผลก็คือการไหลลงของค่าเงินในหลายๆ ประเทศเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
สี่ เวลานี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งหรือไม่?
อันที่จริงคงจะไม่มีใครตอบได้ว่า เวลานี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจแล้วหรือยัง? แต่หากพยายามหาลางบอกเหตุก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาจะพบว่า
80% ของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังปีที่เกิดมหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก 2472 พบว่า มักจะเกิดการตกต่ำทางเศรษฐกิจ (Recession) ก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (Economic Crisis) ตามมา
40% ของช่วงเวลาที่เกิดการตกต่ำของตลาดหุ้น (Bear Market) จะเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว เช่น ในปี 2516 ที่เกิดกลุ่มโอเปกเข้ามาควบคุมราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การตกต่ำของตลาดหุ้นทั่วโลก
40% ของช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นตกต่ำ มักจะเกิดในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
50% ของช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นตกต่ำ จะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาของหุ้นส่วนใหญ่ได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว
หากพิจารณาเหตุการณ์ในปัจจุบัน เราก็จะพบว่าตอนนี้เศรษฐกิจของโลกใบนี้ได้เข้าเงื่อนไข 2 ใน 4 ข้อไปแล้ว และผลที่ตามมาก็คือ ทำให้เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่มีปัญหาชะลอตัวลงอย่างรุนแรง
เช่น ในปี 2541 หลังวิกฤตเศรษฐกิจของบรรดาประเทศในเอเชียที่ได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจหดตัวลงไป 19% จากระดับสูงสุด เช่นเดียวกันในปี 2554 วิกฤตเศรษฐกิจกรีซก็ได้ทำให้ทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนรับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน และเศรษฐกิจก็หดตัวลงไป 19% พอๆ กันอีกด้วย
ณ เวลานี้ ผมเองยังไม่คิดว่าเศรษฐกิจจะเลวร้ายไปถึงขั้นวิกฤตเศรษฐกิจ หรืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ออกมาเป็นติดลบ สำหรับท่านที่ได้ลงทุนไปแล้ว และยังติดค้างอยู่ คงจะต้องพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสม แต่ผมก็ยังไม่คิดว่า “ขายมันทุกอย่าง” จะเป็นทางออกที่ดี
แต่สำหรับท่านที่ถือเงินสดอยู่ ก็จงถนอมและรักษามันไว้ให้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ เราต่างรู้แก่ใจเป็นอย่างดีว่า “เงินสดคือพระเจ้า” หรือ “Cash is King” นั่นเอง โชคดีในการลงทุนนะครับ







