
โอกาสและความท้าทาย ของห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน
โดย...ไพลิน ผลิตวานนท์ และคณะ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ไพลิน ผลิตวานนท์ และคณะ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
คราวนี้เรามาดูเรื่องห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียนในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน
ในระยะที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียนปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนราวร้อยละ 8 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของอาเซียนในปี 2014 โดยร้อยละ 80 เป็นการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ และอีกร้อยละ 20 เป็นการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
ไทยเป็นผู้ส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 40 ของการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียน
ตามมาด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับตลาดโลก อาเซียนเป็นผู้ส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรายใหญ่อันดับ 7 ของโลก ด้วยสัดส่วนราวร้อยละ 4 ของมูลค่าการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของโลก โดยมีอาเซียน ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ และออสเตรเลีย เป็นตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก
ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่น อาทิ อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมกระจก จนถึงการประกอบรถยนต์ สามารถแบ่งขั้นตอนการผลิตได้เป็น 3 ขั้นตอน
(1) อุตสาหกรรมต้นน้ำ เป็นขั้นตอนแรกของแปรสภาพวัตถุดิบขั้นต้นในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เม็ดพลาสติก เหล็ก โลหะ ยางพารา มาเป็นชิ้นส่วนรถยนต์
(2) อุตสาหกรรมกลางน้ำ เป็นขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยใช้วัตถุดิบจากอุตสาหกรรมต้นน้ำมาผลิตต่ออีกทอดหนึ่ง
(3) อุตสาหกรรมปลายน้ำ ประกอบด้วยการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ขั้นสุดท้ายก่อนที่จะนำมาประกอบเป็นรถยนต์ และการประกอบรถยนต์
นอกจากนี้ ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนยังมีภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ การขนส่ง เป็นต้น
และเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอาเซียนในแต่ละขั้นตอนการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน ประเทศอาเซียนควรร่วมมือกันในการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน เนื่องจากจะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันในเกือบทุกขั้นตอนการผลิต เช่นเดียวกับในกรณีสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยกเว้นการผลิตเหล็กต้นน้ำและกระจก
อย่างไรก็ตาม จากการประมวลข้อมูลพบว่า ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนในอาเซียน ค่อนข้างกระจุกตัวมากกว่าในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก
(1) การเข้ามาลงทุนของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก (Multi-National Companies : MNCs) ซึ่งจะเลือกเพียงบางประเทศเป็นฐานการผลิต สำหรับทั้งอุปสงค์ในประเทศและส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ
(2) การพัฒนา Local Brand ของบางประเทศ
อย่างไรก็ดี ในขณะนี้จะพบว่า การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในอาเซียนมีแนวโน้มกระจายการผลิตไปในหลายประเทศมากขึ้น จากต้นทุนค่าจ้างแรงงานของประเทศผู้ผลิตเดิมที่ปรับสูงขึ้น และการลดภาษีและอุปสรรคการค้าภายใต้ AEC
ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในขั้นตอนการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนมากที่สุด สอดคล้องกับการเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
ส่วนอินโดนีเซียที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากไทย แต่มีความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กขั้นกลางเท่านั้น เนื่องจากการผลิตของอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศเป็นหลัก
สะท้อนจากสัดส่วนยอดขายต่อปริมาณการผลิตที่สูงถึงร้อยละ 93 ในปี 2014 ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับไทยซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 47 เท่านั้น
เมื่อศึกษาถึงปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคต่อการพัฒนา ASEAN Value Chains (AVCs) พบว่า
1.ปัจจัยด้านภูมิภาค ตัวแปร dummy ที่มีค่าเป็น 1 หากคู่ค้าอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน และเป็น 0 หากไม่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เพื่อศึกษาผลต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการค้าระหว่างประเทศจากการค้าขายกันเอง
ในภูมิภาค
2) ปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้ข้อมูลชี้วัดเชิงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นวัตกรรม (Innovation) และการศึกษาและการอบรม (Higher Education & Training)
3) ปัจจัยด้านสถาบัน ได้แก่ คุณภาพและความแตกต่างของกฎเกณฑ์ (Regulation Quality) และหลักนิติธรรม (Rule of Law) ของแต่ละประเทศ
จึงพบว่าการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะเพิ่มขึ้นหาก (1) เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าขยายตัวในเกณฑ์ดี (2) มีคุณลักษณะต่างๆ ร่วมกัน เช่น ใช้ภาษาเดียวกัน (3) มีพรมแดนติดต่อกัน (4) มีการจัดทำความตกลงด้านการค้าระหว่างกัน ขณะที่หากประเทศคู่ค้ามีระยะทางไกลกันก็จะทำให้การค้าระหว่างกันลดลง
ไว้ฉบับหน้าจะมาดูผลสรุปของห่วงโซ่การผลิตในอาเซียนกัน...







